สิว (Acne)
สิว (Acne)
สิวเป็นภาวะเรื้อรังทางผิวหนังที่พบบ่อย มีลักษณะตุ่มแดงกระจายที่ผิวหนัง ส่วนใหญ่สิวจะพบที่บริเวณใบหน้า ลำคอ หลัง หน้าอก และไหล่
ต่อมไขมันให้สารอาหารแก่
Propionibacterium acnes
ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่ไม่ใช้ออกซิเจนที่เป็นเชื้อประจำถิ่นที่ผิวหนัง การเพิ่มจำนวนของแบคทีเรียนี้ทำให้เกิดสิวอักเสบ
สิวพบได้ในประชากรทุกช่วงอายุ โดยเฉพาะในวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ตอนต้น
สิวไม่ใช่ปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรง แต่หากมีอาการรุนแรงหรือเรื้อรัง มักจะก่อให้เกิดหลุมสิว หรือแผลเป็นถาวร ซึ่งส่งผลกระทบทางด้านจิตใจได้
การป้องกัน
- จัดการความเครียดและกำหนดเป้าหมายการทำงานที่เหมาะสม เพื่อจัดสรรเวลาสำหรับการทำกิจกรรมที่ผ่อนคลาย
-
หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางที่มีความมันมาก และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ชนิด water-based
หรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่ก่อให้เกิดการอุดตันรูขุมขน
(non-comedogenic products)
-
หลีกเลี่ยงการเสียดสีหรือการกดทับของผิวหนังบริเวณที่มักเป็นสิว เช่น การสวมหมวกกันน็อค การสะพายกระเป๋าเป้
การติดคอเสื้อที่รัดแน่นเกินไป หรือการคุยโทรศัพท์แนบผิวหนังนาน ๆ
การจัดการ
- อาจพิจารณากดสิวหัวดำหรือหัวขาวด้วยเครื่องมือที่เหมาะสม
- ล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นวันละสองครั้ง และหลังจากทำกิจกรรมหนัก ๆ หรือมีเหงื่อออกมาก
- ทำความสะอาดผมและจัดทรงผมไม่ให้ปรกหน้า โดยเฉพาะช่วงที่ผมมัน เพื่อลดโอกาสการเกิดรูขุมขนอุดตัน
- การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีความมันหรือชนิด oil-based สามารถกระตุ้นให้เกิดสิวได้
- การรักษาสิวอย่างเหมาะสมนั้นอาศัยเวลา ยารักษาสิวมักจะช่วยบรรเทาความรุนแรงและช่วยป้องกันการเกิดสิวเพิ่มขึ้นในอนาคต
- หลีกเลี่ยงการบีบหรือแกะสิว เนื่องจากทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อผิวหนังและเกิดแผลเป็นได้
การส่งต่อแพทย์ / เมื่อไหร่ควรพบแพทย์
- หากอาการไม่ดีขึ้น แย่ลง หรือมีการกระจายตัวมากขึ้น ภายใน 8 สัปดาห์หลังจากเริ่มการรักษา
- เมื่อสิวทำให้ผิวคล้ำหรือทำให้เกิดแผลเป็น
- เมื่อสิวทำให้เกิดความเครียดทางอารมณ์ ขาดความมั่นใจ หรือมีอาการซึมเศร้า
ทางเลือกการรักษา
1. ผลิตภัณฑ์สำหรับรักษาสิว (ยาทาภายนอก)
ยากลุ่ม
Keratolytics
เช่น azelaic acid,
benzoyl peroxide
และ salicylic acid ช่วยผลัดเซลล์ผิว มักใช้ในการรักษาสิว ผิวหนังอักเสบ รังแค หูด หรือภาวะผิวหนังหนาผิดปกติอื่น ๆ
-
Benzoyl peroxide เป็นยาทางเลือกแรกสำหรับการรักษาสิว
และช่วยลดการดื้อยาของเชื้อ
Propionibacterium acnes
เมื่อใช้ร่วมกับยาปฏิชีวนะชนิดทาภายนอก
- ขนาดยาและวิธีการใช้: ทาวันละ 1–2 ครั้ง หลังล้างหน้า
คำแนะนำผู้ป่วย:
- การเลือกใช้ยาควรเริ่มจากตำรับที่มีความแรงต่ำ และค่อย ๆ เพิ่มความแรงขึ้นเมื่อทนต่อยาได้ หรือใช้ยาในความแรงที่ต้องการแบบวันเว้นวัน
- ควรชี้แจงผู้ป่วยให้ทราบว่าการรักษาด้วยยาจะเห็นผลที่ชัดเจน ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6–8 สัปดาห์
ยากลุ่ม
retinoids
เช่น adapalene, isotretinoin, tazarotene, tretinoin
ออกฤทธิ์สลายสิวอุดตัน (comedolytic) และลดการอุดตันของรูขุมขน (anticomedogenic)
- ห้ามใช้ tazarotene ในหญิงตั้งครรภ์
- ขนาดยาและวิธีการใช้: ทาบาง ๆ บริเวณที่เป็นสิววันละครั้ง แนะนำให้ใช้ยาตอนกลางคืน
คำแนะนำผู้ป่วย:
- เริ่มจากตำรับที่มีความแรงต่ำ และค่อย ๆ เพิ่มความแรงขึ้นเมื่อทนต่อยาได้ หรือใช้แบบวันเว้นวันในช่วงแรก
-
ในกรณีใช้ร่วมกับยากลุ่ม
retinoids
และ
Keratolytics
ช่วงเริ่มต้นควรสลับใช้ยาวันละชนิด จนกว่าจะทนต่อยาได้
จากนั้นจึงใช้ retinoids ตอนกลางคืน และใช้ Keratolytics ตอนเช้า
- อาจพิจารณาใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของ nicotinamide ร่วมด้วยในการรักษาสิว
2. ยาต้านการติดเชื้อ (ชนิดออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย)
ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานช่วยลดการเจริญของเชื้อ P. acnes และมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ
เหมาะสำหรับการรักษาสิวที่มีความรุนแรงปานกลางถึงรุนแรงมาก ซึ่งไม่ตอบสนองต่อยาชนิดทาภายนอก
เช่น
benzoyl peroxide
ยากลุ่มนี้ไม่ควรใช้เป็นยาเดี่ยวในการรักษาสิว แต่ควรใช้ร่วมกับยาชนิดทาภายนอก
-
ยากลุ่ม tetracyclines เช่น doxycycline, minocycline, oxytetracycline และ tetracycline
ควรหลีกเลี่ยงการใช้ในหญิงตั้งครรภ์ เด็กอายุต่ำกว่า 8 ขวบ
และผู้ที่รับประทานยากลุ่ม
retinoids
-
ควรระมัดระวังการใช้ยา minocycline เนื่องจากอาจก่อให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ที่รุนแรง เช่น
ปฏิกิริยาคล้าย
โรคลูปัส
(lupus like reaction)
-
ยาต้านการติดเชื้ออื่น ๆ ที่ใช้ในการรักษาสิว ได้แก่ azithromycin, erythromycin, clindamycin และ cotrimoxazole
3. ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์
ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์
เช่น triamcinolone อาจใช้ฉีดในบริเวณที่เป็นสิวอักเสบรุนแรงเพื่อช่วยให้อาการบรรเทาลง
ส่วนยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ชนิดรับประทานอาจพิจารณาใช้ในระยะสั้น ๆ เพื่อช่วยให้อาการของสิวดีขึ้นเร็ว
อย่างไรก็ตาม หากใช้ยากลุ่มนี้อย่างต่อเนื่องอาจทำให้สิวอาการแย่ลงได้
4. ผลิตภัณฑ์ให้ความชุ่มชื่น ทำความสะอาด และปกป้องผิวหนัง
ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวมักมีส่วนประกอบของ glycerin, lactic acid, lactoserum, sodium cocoyl isethionate
หรือ sodium lauryl sulfate ซึ่งช่วยในการป้องกันการเกิดสิวได้
ผลิตภัณฑ์บางชนิดมีสารช่วยป้องกันรังสียูวี เช่น bemotrizinol, bisoctrizole, octinoxate, titanium dioxide
หรือ tridecyl salicylate ซึ่งอาจพิจารณาใช้ในบริเวณที่เป็นสิวได้ง่ายหรือผิวมัน
5. ยาเม็ดคุมกำเนิด (ฮอร์โมน)
ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมช่วยต้านผลของ
แอนโดรเจน
ต่อสิว ยาเหล่านี้มีฮอร์โมนรวม เช่น cyproterone, drospirenone, ethinyl estradiol และ levonorgestrel
ยาเม็ดคุมกำเนิดจะเหมาะสมกับผู้หญิงที่มีสาเหตุของการเกิดสิวมาจากระดับฮอร์โมนเพศชายที่สูงเกินไป
ดังนั้นก่อนการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด จึงควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญถึงความเหมาะสมของการใช้ยา
รวมถึงคัดกรองข้อห้ามใช้ยาด้วยเช่นกัน
6. ยาปฏิชีวนะแบบเฉพาะที่
ยาต้านการติดเชื้อแบบเฉพาะที่ เช่น clindamycin, erythromycin, metronidazole และ sodium fusidate
อาจช่วยในการรักษาสิวอักเสบได้ และมักแนะนำให้ใช้ร่วมกับยากลุ่ม
Keratolytics
เพื่อช่วยลดการดื้อยา