ฉีดวัคซีนฟรี
MED4U

สิว

575 จำนวนผู้เข้าชม |

08/12/2023


สิว (Acne)

สิว (Acne)

สิวเป็นภาวะเรื้อรังทางผิวหนังที่พบบ่อย มีลักษณะตุ่มแดงกระจายที่ผิวหนัง ส่วนใหญ่สิวจะพบที่บริเวณใบหน้า ลำคอ หลัง หน้าอก และไหล่ ต่อมไขมันให้สารอาหารแก่ Propionibacterium acnes ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่ไม่ใช้ออกซิเจนที่เป็นเชื้อประจำถิ่นที่ผิวหนัง การเพิ่มจำนวนของแบคทีเรียนี้ทำให้เกิดสิวอักเสบ สิวพบได้ในประชากรทุกช่วงอายุ โดยเฉพาะในวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ตอนต้น

สิวไม่ใช่ปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรง แต่หากมีอาการรุนแรงหรือเรื้อรัง มักจะก่อให้เกิดหลุมสิว หรือแผลเป็นถาวร ซึ่งส่งผลกระทบทางด้านจิตใจได้


การป้องกัน

  • จัดการความเครียดและกำหนดเป้าหมายการทำงานที่เหมาะสม เพื่อจัดสรรเวลาสำหรับการทำกิจกรรมที่ผ่อนคลาย
  • รักษาสุขอนามัยอยู่เสมอ
  • หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางที่มีความมันมาก และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ชนิด water-based หรือผลิตภัณฑ์ที่ไม่ก่อให้เกิดการอุดตันรูขุมขน (non-comedogenic products)
  • หลีกเลี่ยงการเสียดสีหรือการกดทับของผิวหนังบริเวณที่มักเป็นสิว เช่น การสวมหมวกกันน็อค การสะพายกระเป๋าเป้ การติดคอเสื้อที่รัดแน่นเกินไป หรือการคุยโทรศัพท์แนบผิวหนังนาน ๆ

การจัดการ

  • อาจพิจารณากดสิวหัวดำหรือหัวขาวด้วยเครื่องมือที่เหมาะสม
  • ล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นวันละสองครั้ง และหลังจากทำกิจกรรมหนัก ๆ หรือมีเหงื่อออกมาก
  • ทำความสะอาดผมและจัดทรงผมไม่ให้ปรกหน้า โดยเฉพาะช่วงที่ผมมัน เพื่อลดโอกาสการเกิดรูขุมขนอุดตัน
  • การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีความมันหรือชนิด oil-based สามารถกระตุ้นให้เกิดสิวได้
  • การรักษาสิวอย่างเหมาะสมนั้นอาศัยเวลา ยารักษาสิวมักจะช่วยบรรเทาความรุนแรงและช่วยป้องกันการเกิดสิวเพิ่มขึ้นในอนาคต
  • หลีกเลี่ยงการบีบหรือแกะสิว เนื่องจากทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อผิวหนังและเกิดแผลเป็นได้

การส่งต่อแพทย์ / เมื่อไหร่ควรพบแพทย์

  • หากอาการไม่ดีขึ้น แย่ลง หรือมีการกระจายตัวมากขึ้น ภายใน 8 สัปดาห์หลังจากเริ่มการรักษา
  • เมื่อสิวทำให้ผิวคล้ำหรือทำให้เกิดแผลเป็น
  • เมื่อสิวทำให้เกิดความเครียดทางอารมณ์ ขาดความมั่นใจ หรือมีอาการซึมเศร้า

ทางเลือกการรักษา


1. ผลิตภัณฑ์สำหรับรักษาสิว (ยาทาภายนอก)

ยากลุ่ม Keratolytics เช่น azelaic acid, benzoyl peroxide และ salicylic acid ช่วยผลัดเซลล์ผิว มักใช้ในการรักษาสิว ผิวหนังอักเสบ รังแค หูด หรือภาวะผิวหนังหนาผิดปกติอื่น ๆ

  • Benzoyl peroxide เป็นยาทางเลือกแรกสำหรับการรักษาสิว และช่วยลดการดื้อยาของเชื้อ Propionibacterium acnes เมื่อใช้ร่วมกับยาปฏิชีวนะชนิดทาภายนอก

  • ขนาดยาและวิธีการใช้: ทาวันละ 1–2 ครั้ง หลังล้างหน้า

คำแนะนำผู้ป่วย:

  • การเลือกใช้ยาควรเริ่มจากตำรับที่มีความแรงต่ำ และค่อย ๆ เพิ่มความแรงขึ้นเมื่อทนต่อยาได้ หรือใช้ยาในความแรงที่ต้องการแบบวันเว้นวัน
  • ควรชี้แจงผู้ป่วยให้ทราบว่าการรักษาด้วยยาจะเห็นผลที่ชัดเจน ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6–8 สัปดาห์

ยากลุ่ม retinoids เช่น adapalene, isotretinoin, tazarotene, tretinoin ออกฤทธิ์สลายสิวอุดตัน (comedolytic) และลดการอุดตันของรูขุมขน (anticomedogenic)

  • ห้ามใช้ tazarotene ในหญิงตั้งครรภ์
  • ขนาดยาและวิธีการใช้: ทาบาง ๆ บริเวณที่เป็นสิววันละครั้ง แนะนำให้ใช้ยาตอนกลางคืน

คำแนะนำผู้ป่วย:

  • เริ่มจากตำรับที่มีความแรงต่ำ และค่อย ๆ เพิ่มความแรงขึ้นเมื่อทนต่อยาได้ หรือใช้แบบวันเว้นวันในช่วงแรก
  • ในกรณีใช้ร่วมกับยากลุ่ม retinoids และ Keratolytics ช่วงเริ่มต้นควรสลับใช้ยาวันละชนิด จนกว่าจะทนต่อยาได้ จากนั้นจึงใช้ retinoids ตอนกลางคืน และใช้ Keratolytics ตอนเช้า
  • อาจพิจารณาใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของ nicotinamide ร่วมด้วยในการรักษาสิว

2. ยาต้านการติดเชื้อ (ชนิดออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย)

ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานช่วยลดการเจริญของเชื้อ P. acnes และมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ เหมาะสำหรับการรักษาสิวที่มีความรุนแรงปานกลางถึงรุนแรงมาก ซึ่งไม่ตอบสนองต่อยาชนิดทาภายนอก เช่น benzoyl peroxide ยากลุ่มนี้ไม่ควรใช้เป็นยาเดี่ยวในการรักษาสิว แต่ควรใช้ร่วมกับยาชนิดทาภายนอก

  • ยากลุ่ม tetracyclines เช่น doxycycline, minocycline, oxytetracycline และ tetracycline ควรหลีกเลี่ยงการใช้ในหญิงตั้งครรภ์ เด็กอายุต่ำกว่า 8 ขวบ และผู้ที่รับประทานยากลุ่ม retinoids

  • ควรระมัดระวังการใช้ยา minocycline เนื่องจากอาจก่อให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ที่รุนแรง เช่น ปฏิกิริยาคล้าย โรคลูปัส (lupus like reaction)

  • ยาต้านการติดเชื้ออื่น ๆ ที่ใช้ในการรักษาสิว ได้แก่ azithromycin, erythromycin, clindamycin และ cotrimoxazole


3. ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์

ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ เช่น triamcinolone อาจใช้ฉีดในบริเวณที่เป็นสิวอักเสบรุนแรงเพื่อช่วยให้อาการบรรเทาลง ส่วนยาคอร์ติโคสเตียรอยด์ชนิดรับประทานอาจพิจารณาใช้ในระยะสั้น ๆ เพื่อช่วยให้อาการของสิวดีขึ้นเร็ว อย่างไรก็ตาม หากใช้ยากลุ่มนี้อย่างต่อเนื่องอาจทำให้สิวอาการแย่ลงได้


4. ผลิตภัณฑ์ให้ความชุ่มชื่น ทำความสะอาด และปกป้องผิวหนัง

ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวมักมีส่วนประกอบของ glycerin, lactic acid, lactoserum, sodium cocoyl isethionate หรือ sodium lauryl sulfate ซึ่งช่วยในการป้องกันการเกิดสิวได้

ผลิตภัณฑ์บางชนิดมีสารช่วยป้องกันรังสียูวี เช่น bemotrizinol, bisoctrizole, octinoxate, titanium dioxide หรือ tridecyl salicylate ซึ่งอาจพิจารณาใช้ในบริเวณที่เป็นสิวได้ง่ายหรือผิวมัน


5. ยาเม็ดคุมกำเนิด (ฮอร์โมน)

ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมช่วยต้านผลของ แอนโดรเจน ต่อสิว ยาเหล่านี้มีฮอร์โมนรวม เช่น cyproterone, drospirenone, ethinyl estradiol และ levonorgestrel

ยาเม็ดคุมกำเนิดจะเหมาะสมกับผู้หญิงที่มีสาเหตุของการเกิดสิวมาจากระดับฮอร์โมนเพศชายที่สูงเกินไป ดังนั้นก่อนการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด จึงควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญถึงความเหมาะสมของการใช้ยา รวมถึงคัดกรองข้อห้ามใช้ยาด้วยเช่นกัน


6. ยาปฏิชีวนะแบบเฉพาะที่

ยาต้านการติดเชื้อแบบเฉพาะที่ เช่น clindamycin, erythromycin, metronidazole และ sodium fusidate อาจช่วยในการรักษาสิวอักเสบได้ และมักแนะนำให้ใช้ร่วมกับยากลุ่ม Keratolytics เพื่อช่วยลดการดื้อยา


© 2024 Company, Inc