ฉีดวัคซีนฟรี
MED4U

โรคหืดหรือหอบหืด

282 จำนวนผู้เข้าชม |

08/12/2023


โรคหืดหรือหอบหืด 

               โรคหืดหรือหอบหืด (Asthma) เป็นโรคระบบทางเดินหายใจ ที่เกิดจากการอักเสบของหลอดลม ทำให้ในช่วงที่มีอาการหรือมีการกำเริบ กล้ามเนื้อของหลอดลมจะหดตัว เยื่อบุหลอดลมจะบวม และการผลิตเยื่อเมือกเพิ่มขึ้น การไหลของอากาศเข้าและออกจากปอดถูกจำกัด ได้ยินเป็นเสียงหวีด รวมถึงเกิดอาการอื่นๆ เช่น ไอ แน่นหน้าอก หรือหายใจลำบาก พยาธิกำเนิดของโรคยังไม่ทราบแน่ชัดในปัจจุบัน แต่ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดอาการ ได้แก่ ภูมิแพ้ กรรมพันธุ์ สิ่งแวดล้อม และน้ำหนักตัว

ตารางระดับความรุนแรงของโรคหืดและอาการ

ระดับความรุนแรง

อาการ

มีอาการนานๆ ครั้ง

(Intermittent)

- อาการหืดตอนกลางวันไม่เกิน 2 ครั้งต่อสัปดาห์

- อาการหืดตอนกลางคืนน้อยกว่า 2 ครั้งต่อเดือน

- ใช้ยาสูดขยายหลอดลมชนิด short-acting beta2-agonists (SABA) ไม่เกิน2 ครั้งต่อสัปดาห์ 

- อาการที่เกิดขึ้นไม่รบกวนการดําเนินชีวิตประจําวัน

- ใช้ยาสูดขยายหลอดลมชนิด short-acting

- ขณะมีอาการหืด สมรรถภาพปอดมีค่าปกติ (FEV1 > = 80% หรือ FEV1/FVC ratio อยู่ในช่วงที่คาดหวัง) 

- มีอาการกําเริบที่ต้องได้รับยา corticosteroid ไม่เกิน 1 ครั้งต่อปี ในช่วงที่ผ่านมา

รุนแรงน้อย

(Mild persistent)

- อาการหืดตอนกลางวันมากกว่า 2 ครั้งต่อสัปดาห์ แต่ไม่เกิดขึ้นทุกวัน

- อาการหืดตอนกลางคืนเกิดขึ้น 3-4 ครั้งต่อเดือน แต่น้อยกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์ 

- ใช้ยาสูดขยายหลอดลมชนิด SABA มากกว่า 2 ครั้งต่อสัปดาห์ แต่ไม่ได้ใช้ทุกวัน 

- อาการหืดรบกวนการดําเนินชีวิตประจําวันเล็กน้อย

- ขณะมีอาการหืด สมรรถภาพปอดมีค่าปกติ (FEV1 >80%=FEV1/FVC ratio อยู่ในช่วงที่คาดหวัง)

- มีอาการกําเริบที่ต้องได้รับยา corticosteroid อย่างน้อย 2 ครั้ง ต่อปี ในช่วงที่ผ่านมา

รุนแรงปานกลาง

(Moderate persistent)

- อาการหืดตอนกลางวันเกิดขึ้นทุกวัน

- อาการหืดตอนกลางคืนเกิดขึ้นมากกว่า 1 ครั้งต่อสัปดาห์ แต่ไม่เกิดทุกวัน

- อาการหืดทําให้ต้องใช้ยากลุ่ม SABA ทุกวัน

-อาการหืดรบกวนการดําเนินชีวิตประจําวันและการนอนหลับ

-ค่าสมรรถภาพปอด FEV1 อยู่ระหว่าง 60 – 80% และ FEV1/FVC ratioต่ํากว่าช่วงปกติ

รุนแรงมาก 

(Severe persistent)

- อาการหืดตอนกลางวันเกิดขึ้นทุกวัน

- มีอาการ ดรุนแรงเกิดขึ้นบ่อย

- อาการหืดตอนกลางคืนเกิดขึ้นแทบทุกคืน 

- ใช้ยาสูดขยายหลอดลมหลายครั้งในหนึ่งวัน

- สมรรณภาพปอด: ค่า PEF (FEV1) น้อยกว่า 60%

- อาการหืดทําให้ไม่สามารถทํากิจวัตรประจําวันตามปกติได้

- ค่าสมรรถภาพปอด FEV1 < 60% และ FEV1/FVC ratio ต่ำกว่าช่วงปกติ

 

คำแนะนำผู้ป่วย

  • หลีกเสี่ยงสิ่งกระตุ้นหรือสารก่อภูมิแพ้ ที่ทำให้เกิดอาการหอบหืด เช่น งดการเลี้ยงสัตว์ที่มีขนในบ้านใช้เครื่องฟอกอากาศซักผ้าปูที่นอนอย่างสม่ำเสมอ และในกรณีที่แพ้ละอองเกสรให้หลีกเลี่ยงการใส่เลนส์สัมผัสในช่วงที่มีละอองเกสรมากเพราะเลนส์สัมผัสสามารถจับละอองเกสรได้
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหาร สมุนไพร หรือ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยไม่ใด้ปรึกษาแพทย์ก่อน เพราะผลิตภัณฑ์เหล่านี้อาจมีส่วนประกอบที่ทำให้เกิดอาการข้างเคียงหรือรบกวนการออกฤทธิ์ของยาที่ใช้ในการรักษา
  • ระวังการใช้ยาบางจำพวกที่อาจทำให้โรคหืดกำเริบ ยาดังกล่าว ได้แก่ B- blockers, aspirin และ NSAIDs
  • เมื่ออาการกำเริบ ผู้ป่วยควรนอนพักและใช้ยาที่แพทย์สั่งทันที
  • ใช้ยาอย่างสม่ำเสมอ และจดบันทึกความถี่ของการกำเริบ หรือลักษณะอาการเมื่อเริ่มมีอาการกำเริบหรืออาการแย่ลง
  • การออกกำลังกายอาจเป็นตัวกระตุ้นให้อาการหืดกำเริบได้ในบางคน แต่ผู้ป่วยไม่ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหลอดลมหดตัวที่ถูกเหนี่ยวนำจากการออกกำลังกายมักจะเกิดในช่วงที่อากาศหนาวและแห้ง ผู้ป่วยสามารถป้องกันอาการหอบได้ โดยการใช้ยาก่อนออกกำลังกาย
  • ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ทุกปี รวมถึงวัคซีนที่จำเป็นอื่นๆ ตามคำแนะนำโดยกระทรวงสาธารณสุข

การส่งต่อแพทย์

  • เมื่อมีอาการแย่ลงอย่างรวดเร็ว
  • เมื่ออาการไม่ทุเลาลง หลังจากใช้ยาบรรเทาอาการ เช่น ยาสูดพ่นชนิด SABA
  • มีอาการหอบหืดบ่อยครั้ง แม้จะทำกิจกรรมที่ไม่ได้ออกแรงมาก

ทางเลือกในการรักษา

ยารักษาโรคหอบหืดและถุงลมโป่งพอง (Antiasthmatic & COPD Preparations)

  • ยาในกลุ่ม B-agonists สามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิด ได้แก่ ชนิดที่ออกฤทธิ์สั้น (short-acting) เช่น fenoterol, metaproterenol, Procaterol, salbutamol , Terbutaline และชนิดที่ออกฤทธิ์นาน(long-acting) เช่น formoterol และ salmeterol ยาในกลุ่มนี้มีประสิทธิภาพสูงในการขยายหลอดลมและลดอาการของโรคหืด สามารถใช้ยาในกลุ่มนี้ก่อนการออกกำลังกายเพื่อป้องกันอาการกำเริบได้ แต่ห้ามใช้ยากลุ่มนี้เดี่ยว ๆ เพื่อควบคุมอาการโดยที่ไม่ใช้ยาสูดพ่น corticosteroid ร่วมด้วยผลข้างเคียงของยาในกลุ่มนี้คือตัวสั่น หัวใจเต้นเร็ว การรบกวนต่อการเผาผลาญ และโรคกล้ามเนื้อหัวใจ ยาในกลุ่มนี้มีทั้งในรูปแบบยารับประทาน ยาสูดพ่น และยาฉีด
  • ยาในกลุ่ม anticholinergics ได้แก่ ipratopium และ tiotropium ออกฤทธิ์โดยการยับยั้งการที่ acetylcholineซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการหดตัวของกล้ามเนื้อเรียบและการหลั่งเยื่อเมือกบริเวณหลอดลม
  • ยาสเตียรอยด์ชนิดสูดพ่น เช่น budesonide, Ciclesonide, flunisonide, และ mometasone ลดการบวมบริเวณหลอดลม โดยยับยั้งกระบวนการอักเสบที่เกิดขึ้นการออกฤทธิ์จะมากสุดหลังจากได้รับยาไปแล้ว 6-10 ชั่วโมง เมื่อใช้ ติดต่อระยะหนึ่ง ยาในกลุ่มนี้จะลดความไวของหลอดลมต่อสิ่งกระตุ้น อาการข้างเคียงจากการใช้ยากลุ่มนี้ ได้แก่ เชื้อราในช่องปากและคอหอย เสียงแหบ และไอเป็นบางครั้ง นอกจากนี้ควรตรวจสอบความถูกต้องของเทคนิคการใช้ยารวมถึงวิธีการเก็บรักษายาด้วยเสมอ
  • ยาในกลุ่ม cromones ได้แก่ cromolyn sodium และ Nedocromil sodium ออกฤทธิ์โดยยับยั้งการหลั่งสารกระตุ้นกระบวนการอักเสบโดย mast cells ใช้สำหรับป้องกันอาการหอบกำเริบ โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคหอบหืดที่อาการกำเริบจากการออกกำลังหรือการแพ้ตามฤดูกาล ยาในกลุ่มนี้ไม่มี อาการข้างเคียงที่ร้ายแรง แต่การลดปริมาณยาที่ใช้ในการรักษาต้องค่อยเป็นค่อยไป เพื่อป้องกันอาการของโรคกำเริบ
  • ยาต้านลิวโคไทรอีน (leukotriene-receptor antagonists) เช่น montelukast และ Zafirlukast ออกฤทธิ์โดยลดสภาพให้ซึมผ่านได้ (permeability) ของหลอดเลือด และลดการหลั่งเมือกนอกจากนี้ ยาในกลุ่มนี้ยังยับยั้งตัวรับ cysteinyl leukotriene CysLT1
  • ยาในกลุ่ม methylxanthines ได้แก่ aminophylline Doxofylline และ theophylline สามารถใช้เป็นยาป้องกันอาการกำเริบ และพิจารณาใช้เสริมกับยาหลักเมื่อไม่สามารถคุมอาการของโรคหืดได้ อาการข้างเคียงของยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ ใจสั่น นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย อาเจียน และชัก เนื่องจากผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง
  • Anti-IgE monoclonal antibodies ได้แก่ omalizumab ซึ่งออกฤทธิ์โดยยับยั้งการที่ IgE จับกับเซลล์ที่ปล่อยสารเคมีซึ่งทำให้อาการของหอบหืดกำเริบ ใช้ในรูปแบบยาฉีดเข้าใต้ผิวหนังในสถานพยาบาลเท่านั้น เพื่อความปลอดภัยหากมีอาการแพ้ยารุนแรงเกิดขึ้น ยานี้ใช้สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปานกลางถึงรุนแรงที่ไม่สามารถควบคุมอาการจากยาหลักอื่น ๆได้ และไม่ใช้ยานี้ในขณะที่มีอาการกำเริบหรือขณะหลอดลมตีบ
  • ยากลุ่ม interleukin-5 antagonists เช่น benralizumab, mepolizumab และ reslizumab มีฤทธิ์ลดการสร้างเม็ดเลือดขาวชนิด eosinophil ยากลุ่มนี้ใช้เสริมการรักษาเมื่อไม่สามารถควบคุมอาการของโรคได้จากยาหลัก และควรใช้เฉพาะผู้ป่วยโรคหืดที่มีระดับเม็ดเลือดขาวชนิด eosinophil สูง อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยมีภาวะติดเชื้อพยาธิควรต้องได้รับการรักษาก่อนเสมอ และควรหยุดยากลุ่มนี้หากในระหว่างการรักษามีอาการติดเชื้อต่างๆ เกิดขึ้น
    • การใช้ยา mepolizumab อาจทำให้เกิดการติดเชื้องูสวัด ได้ ดังนั้นผู้ป่วยควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันงูสวัดก่อนเริ่มการรักษาด้วยยา mepolizumab
    • ยา reslizumab อาจทำให้เกิดอาการแพ้ยารุนแรงได้ ดังนั้นภายหลังจากการฉีดยา ผู้ป่วยควรอยู่ในสถานพยาบาลต่ออย่างน้อย 20 นาทีเพื่อติดตามอาการ
  • ยากลุ่ม a- และ B2-adrenoreceptor agonists เช่น epinephrine ไม่ใช่ยาหลักที่ใช้บ่อยเมื่อผู้ป่วยมีอาการกำเริบแต่อาจใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการกำเริบรุนแรงที่มีลักษณะของ anaphylaxis หรือ angioedema และไม่มียาหรือไม่ตอบสนองต่อยาขยายหลอดลมชนิดสูดพ่นหรือชนิดฉีดทางหลอดเลือดดำเท่านั้น

ยาต้านฮีสทามีน และ แก้แพ้อากาศ(Antihistamines & Antiallergics)

  • ยาต้านฮีสทามีน ได้แก่ cetirizine, dexchlorpheniramine ,Fexofenadine, ketotifen, levocetirizine, loratadine, prometazine และ tripolidine สามารถใช้ในการรักษาหรือป้องกันอาการภูมิแพ้ในระบบทางเดินหายใจที่มีอาการหอบหืด

วิธีอิมมูนบำบัด (Allergen Immunotherapy หรือ Desensitization หรือ Hyposensitization)

  • มีส่วนช่วยควบคุมโรคหืดที่มีสาเหตุจากภูมิแพ้ การรักษานี้เป็นประโยชน์ในระยะยาวใช้การรักษาชนิดนี้เมื่อทราบสารก่อภูมิแพ้ และเหมาะกับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงปานกลางถึงมากที่มีอาการต่อเนื่อง (moderate to severe persistent) ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาและไม่สามารถหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ก่ออาการแพ้ได้ โดยให้สารก่อภูมิแพ้แก่ผู้ป่วยในปริมาณน้อยมาก และค่อย ๆ เพิ่มปริมาณ ซึ่งสามารถให้ได้ทั้งแบบฉีดใต้ผิวหนัง (subcutaneous immunotherapy [SIT]) หรืออมใต้ลิ้น (sublingual immuotherapy [SLIT]) เพื่อกระตุ้นให้ผู้ป่วยค่อย ๆ ทนต่อการแพ้หรือหยุดแพ้ได้ วิธีดังกล่าวมีประสิทธิภาพยับยั้งภูมิแพ้จากละอองเกสร ไรฝุ่น และสะเก็ดผิวหนังสัตว์ การรักษาต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด และอาจใช้ระยะเวลานานถึง 1 ปีจึงจะเริ่มเห็นผลที่ชัดเจนและอาจต้องรักษาต่อเนื่องเป็นเวลา 3-5 ปี เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ยากลุ่มสเตียรอยด์ (Corticosteroid Hormones)

  • ใช้เพื่อลดการอักเสบในระบบทางเดินหายใจที่มีอาการรุนแรงและไม่ตอบสนองด้วยการรักษาโดยการใช้ยาในกลุ่มอื่น ๆ มีทั้งในรูปแบบยารับประทานและยาฉีด ยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ hydrocortisone, prednisolone และ dexamethasone เนื่องจากยากลุ่มนี้มีผลข้างเคียงที่ร้ายแรง จึงควรใช้ในระยะสั้น ๆ และอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิต

การรักษาอื่น ๆ

  • Bronchial thermoplasty เป็นการจี้หลอดลม ด้วยความร้อนโดยอาศัยคลื่นวิทยุจี้เข้าไปที่หลอดลมส่วนปลายเพื่อทำลายกล้ามเนื้อเรียบให้บางลงไม่ให้หลอดลมตีบ มีข้อบ่งใช้สำหรับผู้ป่วยที่อายุมากกว่า 18 ปี ที่ไม่สามารถคุมอาการของโรคด้วยการใช้ยาหลักชนิดสูดพ่นได้

 

© 2026 Siammerx Co., Ltd