โรคไข้เลือดออก
โรคไข้เลือดออก
โรคไข้เลือดออก หรือ dengue infection เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี ซึ่งมี 4 สายพันธุ์ ได้แก่ DENV-1, DENV-2, DENV-3 และ DENV-4 เชื้อไวรัสนี้แพร่สู่คนผ่านการกัดของยุงลายที่มีเชื้อ โดยยุงลายมักออกหากินในเวลากลางวัน และชอบวางไข่ในภาชนะที่มีน้ำนิ่ง เช่น ถังน้ำ แจกัน กระถางต้นไม้ ยางรถยนต์เก่า หรือภาชนะที่มีน้ำขังรอบบ้าน
ผู้ที่เคยเป็นไข้เลือดออกแล้ว ยังสามารถเป็นซ้ำได้หากติดเชื้อไวรัสเดงกีคนละสายพันธุ์ และการติดเชื้อซ้ำบางครั้งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการรุนแรงมากขึ้นได้
สาเหตุและการติดต่อของโรคไข้เลือดออก
สาเหตุหลักของโรคไข้เลือดออกคือการติดเชื้อไวรัสเดงกีจากการถูกยุงลายที่มีเชื้อกัด โดยมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องดังนี้
- ยุงลายเป็นพาหะนำโรค
ยุงลาย โดยเฉพาะยุงลายบ้าน เป็นพาหะสำคัญของโรคไข้เลือดออก เมื่อยุงไปกัดผู้ที่มีเชื้อไวรัสเดงกีอยู่ในกระแสเลือด เชื้อจะเพิ่มจำนวนในตัวยุง และยุงตัวนั้นสามารถแพร่เชื้อสู่คนอื่นได้เมื่อไปกัดอีกครั้ง
- แหล่งน้ำขังรอบบ้าน
ยุงลายชอบวางไข่ในน้ำนิ่งสะอาดหรือภาชนะที่มีน้ำขัง เช่น ถังน้ำ แจกัน จานรองกระถางต้นไม้ ขวดน้ำเก่า หรือภาชนะที่ถูกทิ้งไว้กลางแจ้ง การมีแหล่งน้ำขังจึงเพิ่มโอกาสการเพาะพันธุ์ของยุง
- การอยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาด
ผู้ที่อาศัยหรือเดินทางไปในพื้นที่ที่มีผู้ป่วยไข้เลือดออกจำนวนมาก อาจมีโอกาสถูกยุงที่มีเชื้อกัดมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนหรือบริเวณที่มีการควบคุมยุงไม่ทั่วถึง
- การติดเชื้อซ้ำ
ไวรัสเดงกีมีหลายสายพันธุ์ ผู้ที่เคยติดเชื้อสายพันธุ์หนึ่งแล้ว อาจติดเชื้อสายพันธุ์อื่นได้อีกในอนาคต และการติดเชื้อซ้ำบางกรณีอาจสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่ออาการรุนแรงมากขึ้น
โรคไข้เลือดออกมีกี่ระยะ
โดยทั่วไป ไข้เลือดออกแบ่งได้เป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะไข้สูง ระยะวิกฤต และระยะฟื้นตัว
- ระยะไข้สูง
ระยะไข้สูงเป็นระยะแรกของโรค ผู้ป่วยมักมีไข้สูงเฉียบพลัน ร่วมกับอาการปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา ปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีผื่น ระยะนี้มักกินเวลาประมาณ 2-7 วัน ผู้ป่วยควรพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำอย่างเหมาะสม และหลีกเลี่ยงการซื้อยากลุ่มแก้ปวดลดไข้บางชนิดมารับประทานเอง โดยเฉพาะ aspirin และ ibuprofen เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเลือดออก
- ระยะวิกฤต
ระยะวิกฤตมักเกิดในช่วงที่ไข้เริ่มลดลง ซึ่งเป็นช่วงที่หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าอาการดีขึ้นแล้ว แต่ในผู้ป่วยบางรายอาจเป็นช่วงที่เกิดภาวะแทรกซ้อน สิ่งที่ต้องระวังในระยะนี้ได้แก่ น้ำรั่วออกจากหลอดเลือด ความดันโลหิตต่ำ ภาวะช็อก เลือดออกผิดปกติ หรืออวัยวะทำงานผิดปกติ ผู้ป่วยที่เข้าสู่ระยะนี้ควรได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด
- ระยะฟื้นตัว
ระยะฟื้นตัวเป็นช่วงที่ร่างกายเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ ผู้ป่วยอาจรู้สึกดีขึ้น ไข้ลดลง รับประทานอาหารได้มากขึ้น และสัญญาณชีพคงที่ขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางรายอาจยังมีอาการอ่อนเพลียต่อเนื่องได้หลายวันหรือหลายสัปดาห์ จึงควรพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำอย่างเหมาะสม และค่อย ๆ กลับไปทำกิจกรรมตามปกติเมื่อร่างกายพร้อม
อาการแบบไหนควรรีบไปโรงพยาบาล
ผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็นไข้เลือดออกควรสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะช่วงไข้เริ่มลดลง หากมีอาการต่อไปนี้ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที
- ปวดท้องรุนแรง หรือกดเจ็บบริเวณท้อง
- อาเจียนต่อเนื่อง ดื่มน้ำไม่ได้
- ซึมลง กระสับกระส่าย หรืออ่อนแรงมาก
- มือเท้าเย็น ตัวเย็น เหงื่อออกมาก
- เวียนศีรษะ หน้ามืด หรือคล้ายจะเป็นลม
- เลือดกำเดาไหลมาก เลือดออกตามไรฟันมาก
- อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายดำ
- หายใจเร็วหรือหอบ
- ปัสสาวะน้อยลง
- ไข้ลดลงแต่อาการโดยรวมแย่ลง
อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของไข้เลือดออกรุนแรงหรือภาวะช็อก ไม่ควรรอดูอาการเองที่บ้าน
แพทย์วินิจฉัยโรคไข้เลือดออกอย่างไร
แพทย์จะประเมินจากอาการ ประวัติการเจ็บป่วย ประวัติการอยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาด และการตรวจร่างกายร่วมกัน การตรวจที่อาจใช้ประกอบการวินิจฉัย ได้แก่
- การตรวจเลือดเพื่อดูความเข้มข้นของเลือด
- การตรวจจำนวนเม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือด
- การตรวจหาเชื้อหรือส่วนประกอบของเชื้อไวรัสเดงกี
- การตรวจภูมิคุ้มกันต่อเชื้อเดงกี
- การติดตามสัญญาณชีพและปริมาณปัสสาวะในรายที่มีความเสี่ยง
หากสงสัยว่าเป็นไข้เลือดออก ไม่ควรสรุปเองจากอาการเพียงอย่างเดียว เพราะไข้สูงอาจเกิดจากโรคอื่นได้เช่นกัน การพบแพทย์จะช่วยให้ได้รับการประเมินและดูแลอย่างเหมาะสม
วิธีป้องกันโรคไข้เลือดออก
การป้องกันไข้เลือดออกควรเน้นการลดโอกาสถูกยุงกัดและลดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายรอบบ้าน
- กำจัดแหล่งน้ำขัง
ควรสำรวจภาชนะที่อาจมีน้ำขัง เช่น ถังน้ำ แจกัน จานรองกระถางต้นไม้ ขวดน้ำเก่า ยางรถยนต์ หรือภาชนะที่วางทิ้งไว้กลางแจ้ง หากไม่จำเป็นควรคว่ำหรือทิ้งให้เรียบร้อย
- ปิดฝาภาชนะเก็บน้ำ
ภาชนะที่ใช้เก็บน้ำควรปิดฝาให้มิดชิด และทำความสะอาดเป็นประจำ เพื่อลดโอกาสที่ยุงลายจะวางไข่
- ป้องกันยุงกัด
ควรใช้ยากันยุงตามคำแนะนำบนฉลาก สวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว หรือนอนในมุ้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มียุงชุกชุม
- ติดตั้งมุ้งลวด
การติดตั้งมุ้งลวดที่ประตูและหน้าต่างช่วยลดโอกาสที่ยุงจะเข้ามาในบ้านได้ ควรตรวจสอบไม่ให้มีรูรั่วหรือช่องว่างที่ยุงผ่านได้
- ใช้สารกำจัดยุงอย่างเหมาะสม
การใช้สเปรย์กำจัดยุงหรือผลิตภัณฑ์ไล่ยุงควรใช้ตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในบ้านที่มีเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ สัตว์เลี้ยง หรือผู้ที่มีโรคทางเดินหายใจ
- การรับวัคซีน
ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกบางชนิดในบางประเทศ แต่ข้อบ่งใช้ อายุที่เหมาะสม ประวัติการติดเชื้อเดิม และคำแนะนำอาจแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ผู้ที่สนใจควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับวัคซีน เพื่อประเมินความเหมาะสมเฉพาะบุคคล
สรุป
โรคไข้เลือดออกเป็นโรคติดเชื้อไวรัสเดงกีที่มียุงลายเป็นพาหะสำคัญ อาการมักเริ่มจากไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา ปวดเมื่อย อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีผื่น แต่ในผู้ป่วยบางรายอาจเกิดอาการรุนแรง โดยเฉพาะช่วงที่ไข้เริ่มลดลง
การดูแลที่สำคัญคือพักผ่อน ดื่มน้ำให้เพียงพอ ใช้ยาลดไข้ที่เหมาะสม หลีกเลี่ยง aspirin และ ibuprofen และสังเกตอาการเตือนอย่างใกล้ชิด หากมีอาการผิดปกติ เช่น ปวดท้องรุนแรง อาเจียนต่อเนื่อง เลือดออก ซึมลง มือเท้าเย็น หรือปัสสาวะน้อย ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที
การป้องกันไข้เลือดออกควรเริ่มจากการกำจัดแหล่งน้ำขัง ป้องกันยุงกัด และดูแลสิ่งแวดล้อมรอบบ้านอย่างสม่ำเสมอ หากมีข้อสงสัยเรื่องอาการ การรักษา หรือวัคซีน ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสม
จัดทำโดย: ภญ. ปุณยนุช อังคะนาวิน
อ้างอิง:
World Health Organization. Dengue,
Centers for Disease Control and Prevention. Symptoms of Dengue and Testing,
Centers for Disease Control and Prevention. Manage Dengue