ฉีดวัคซีนฟรี

โรคไข้เลือดออกคืออะไร อาการ ระยะของโรค และวิธีป้องกัน

7 จำนวนผู้เข้าชม |

05/06/2026


โรคไข้เลือดออก

โรคไข้เลือดออก

โรคไข้เลือดออก หรือ dengue infection เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี ซึ่งมี 4 สายพันธุ์ ได้แก่ DENV-1, DENV-2, DENV-3 และ DENV-4 เชื้อไวรัสนี้แพร่สู่คนผ่านการกัดของยุงลายที่มีเชื้อ โดยยุงลายมักออกหากินในเวลากลางวัน และชอบวางไข่ในภาชนะที่มีน้ำนิ่ง เช่น ถังน้ำ แจกัน กระถางต้นไม้ ยางรถยนต์เก่า หรือภาชนะที่มีน้ำขังรอบบ้าน

ผู้ที่เคยเป็นไข้เลือดออกแล้ว ยังสามารถเป็นซ้ำได้หากติดเชื้อไวรัสเดงกีคนละสายพันธุ์ และการติดเชื้อซ้ำบางครั้งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการรุนแรงมากขึ้นได้


สาเหตุและการติดต่อของโรคไข้เลือดออก

สาเหตุหลักของโรคไข้เลือดออกคือการติดเชื้อไวรัสเดงกีจากการถูกยุงลายที่มีเชื้อกัด โดยมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องดังนี้

  1. ยุงลายเป็นพาหะนำโรค
    ยุงลาย โดยเฉพาะยุงลายบ้าน เป็นพาหะสำคัญของโรคไข้เลือดออก เมื่อยุงไปกัดผู้ที่มีเชื้อไวรัสเดงกีอยู่ในกระแสเลือด เชื้อจะเพิ่มจำนวนในตัวยุง และยุงตัวนั้นสามารถแพร่เชื้อสู่คนอื่นได้เมื่อไปกัดอีกครั้ง
  2. แหล่งน้ำขังรอบบ้าน
    ยุงลายชอบวางไข่ในน้ำนิ่งสะอาดหรือภาชนะที่มีน้ำขัง เช่น ถังน้ำ แจกัน จานรองกระถางต้นไม้ ขวดน้ำเก่า หรือภาชนะที่ถูกทิ้งไว้กลางแจ้ง การมีแหล่งน้ำขังจึงเพิ่มโอกาสการเพาะพันธุ์ของยุง
  3. การอยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาด
    ผู้ที่อาศัยหรือเดินทางไปในพื้นที่ที่มีผู้ป่วยไข้เลือดออกจำนวนมาก อาจมีโอกาสถูกยุงที่มีเชื้อกัดมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนหรือบริเวณที่มีการควบคุมยุงไม่ทั่วถึง
  4. การติดเชื้อซ้ำ
    ไวรัสเดงกีมีหลายสายพันธุ์ ผู้ที่เคยติดเชื้อสายพันธุ์หนึ่งแล้ว อาจติดเชื้อสายพันธุ์อื่นได้อีกในอนาคต และการติดเชื้อซ้ำบางกรณีอาจสัมพันธ์กับความเสี่ยงต่ออาการรุนแรงมากขึ้น

โรคไข้เลือดออกมีกี่ระยะ

โดยทั่วไป ไข้เลือดออกแบ่งได้เป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะไข้สูง ระยะวิกฤต และระยะฟื้นตัว

  • ระยะไข้สูง
    ระยะไข้สูงเป็นระยะแรกของโรค ผู้ป่วยมักมีไข้สูงเฉียบพลัน ร่วมกับอาการปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา ปวดเมื่อยตามตัว อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีผื่น ระยะนี้มักกินเวลาประมาณ 2-7 วัน ผู้ป่วยควรพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำอย่างเหมาะสม และหลีกเลี่ยงการซื้อยากลุ่มแก้ปวดลดไข้บางชนิดมารับประทานเอง โดยเฉพาะ aspirin และ ibuprofen เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเลือดออก
  • ระยะวิกฤต
    ระยะวิกฤตมักเกิดในช่วงที่ไข้เริ่มลดลง ซึ่งเป็นช่วงที่หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าอาการดีขึ้นแล้ว แต่ในผู้ป่วยบางรายอาจเป็นช่วงที่เกิดภาวะแทรกซ้อน สิ่งที่ต้องระวังในระยะนี้ได้แก่ น้ำรั่วออกจากหลอดเลือด ความดันโลหิตต่ำ ภาวะช็อก เลือดออกผิดปกติ หรืออวัยวะทำงานผิดปกติ ผู้ป่วยที่เข้าสู่ระยะนี้ควรได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด
  • ระยะฟื้นตัว
    ระยะฟื้นตัวเป็นช่วงที่ร่างกายเริ่มกลับสู่ภาวะปกติ ผู้ป่วยอาจรู้สึกดีขึ้น ไข้ลดลง รับประทานอาหารได้มากขึ้น และสัญญาณชีพคงที่ขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางรายอาจยังมีอาการอ่อนเพลียต่อเนื่องได้หลายวันหรือหลายสัปดาห์ จึงควรพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำอย่างเหมาะสม และค่อย ๆ กลับไปทำกิจกรรมตามปกติเมื่อร่างกายพร้อม

อาการแบบไหนควรรีบไปโรงพยาบาล

ผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็นไข้เลือดออกควรสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะช่วงไข้เริ่มลดลง หากมีอาการต่อไปนี้ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที

  • ปวดท้องรุนแรง หรือกดเจ็บบริเวณท้อง
  • อาเจียนต่อเนื่อง ดื่มน้ำไม่ได้
  • ซึมลง กระสับกระส่าย หรืออ่อนแรงมาก
  • มือเท้าเย็น ตัวเย็น เหงื่อออกมาก
  • เวียนศีรษะ หน้ามืด หรือคล้ายจะเป็นลม
  • เลือดกำเดาไหลมาก เลือดออกตามไรฟันมาก
  • อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายดำ
  • หายใจเร็วหรือหอบ
  • ปัสสาวะน้อยลง
  • ไข้ลดลงแต่อาการโดยรวมแย่ลง

อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของไข้เลือดออกรุนแรงหรือภาวะช็อก ไม่ควรรอดูอาการเองที่บ้าน


แพทย์วินิจฉัยโรคไข้เลือดออกอย่างไร

แพทย์จะประเมินจากอาการ ประวัติการเจ็บป่วย ประวัติการอยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาด และการตรวจร่างกายร่วมกัน การตรวจที่อาจใช้ประกอบการวินิจฉัย ได้แก่

  • การตรวจเลือดเพื่อดูความเข้มข้นของเลือด
  • การตรวจจำนวนเม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือด
  • การตรวจหาเชื้อหรือส่วนประกอบของเชื้อไวรัสเดงกี
  • การตรวจภูมิคุ้มกันต่อเชื้อเดงกี
  • การติดตามสัญญาณชีพและปริมาณปัสสาวะในรายที่มีความเสี่ยง

หากสงสัยว่าเป็นไข้เลือดออก ไม่ควรสรุปเองจากอาการเพียงอย่างเดียว เพราะไข้สูงอาจเกิดจากโรคอื่นได้เช่นกัน การพบแพทย์จะช่วยให้ได้รับการประเมินและดูแลอย่างเหมาะสม


วิธีป้องกันโรคไข้เลือดออก

การป้องกันไข้เลือดออกควรเน้นการลดโอกาสถูกยุงกัดและลดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายรอบบ้าน

  • กำจัดแหล่งน้ำขัง
    ควรสำรวจภาชนะที่อาจมีน้ำขัง เช่น ถังน้ำ แจกัน จานรองกระถางต้นไม้ ขวดน้ำเก่า ยางรถยนต์ หรือภาชนะที่วางทิ้งไว้กลางแจ้ง หากไม่จำเป็นควรคว่ำหรือทิ้งให้เรียบร้อย
  • ปิดฝาภาชนะเก็บน้ำ
    ภาชนะที่ใช้เก็บน้ำควรปิดฝาให้มิดชิด และทำความสะอาดเป็นประจำ เพื่อลดโอกาสที่ยุงลายจะวางไข่
  • ป้องกันยุงกัด
    ควรใช้ยากันยุงตามคำแนะนำบนฉลาก สวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว หรือนอนในมุ้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มียุงชุกชุม
  • ติดตั้งมุ้งลวด
    การติดตั้งมุ้งลวดที่ประตูและหน้าต่างช่วยลดโอกาสที่ยุงจะเข้ามาในบ้านได้ ควรตรวจสอบไม่ให้มีรูรั่วหรือช่องว่างที่ยุงผ่านได้
  • ใช้สารกำจัดยุงอย่างเหมาะสม
    การใช้สเปรย์กำจัดยุงหรือผลิตภัณฑ์ไล่ยุงควรใช้ตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในบ้านที่มีเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ สัตว์เลี้ยง หรือผู้ที่มีโรคทางเดินหายใจ
  • การรับวัคซีน
    ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกบางชนิดในบางประเทศ แต่ข้อบ่งใช้ อายุที่เหมาะสม ประวัติการติดเชื้อเดิม และคำแนะนำอาจแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ผู้ที่สนใจควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับวัคซีน เพื่อประเมินความเหมาะสมเฉพาะบุคคล

สรุป

โรคไข้เลือดออกเป็นโรคติดเชื้อไวรัสเดงกีที่มียุงลายเป็นพาหะสำคัญ อาการมักเริ่มจากไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา ปวดเมื่อย อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีผื่น แต่ในผู้ป่วยบางรายอาจเกิดอาการรุนแรง โดยเฉพาะช่วงที่ไข้เริ่มลดลง

การดูแลที่สำคัญคือพักผ่อน ดื่มน้ำให้เพียงพอ ใช้ยาลดไข้ที่เหมาะสม หลีกเลี่ยง aspirin และ ibuprofen และสังเกตอาการเตือนอย่างใกล้ชิด หากมีอาการผิดปกติ เช่น ปวดท้องรุนแรง อาเจียนต่อเนื่อง เลือดออก ซึมลง มือเท้าเย็น หรือปัสสาวะน้อย ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที

การป้องกันไข้เลือดออกควรเริ่มจากการกำจัดแหล่งน้ำขัง ป้องกันยุงกัด และดูแลสิ่งแวดล้อมรอบบ้านอย่างสม่ำเสมอ หากมีข้อสงสัยเรื่องอาการ การรักษา หรือวัคซีน ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์เพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสม


จัดทำโดย: ภญ. ปุณยนุช อังคะนาวิน

อ้างอิง: World Health Organization. Dengue, Centers for Disease Control and Prevention. Symptoms of Dengue and Testing, Centers for Disease Control and Prevention. Manage Dengue

© 2026 Siammerx Co., Ltd