22 จำนวนผู้เข้าชม |
14/07/2026
วิตามิน D เป็นสารอาหารที่ละลายในไขมัน ซึ่งทำหน้าที่คล้ายฮอร์โมนมากกว่าวิตามินทั่วไป บทบาทสำคัญของมันคือช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน กล้ามเนื้อ และส่งผลต่ออารมณ์ด้วย
สิ่งที่พิเศษของวิตามิน D คือร่างกายสามารถสร้างขึ้นเองได้เมื่อผิวหนังได้รับแสงแดด แต่ด้วยวิถีชีวิตในปัจจุบันที่ผู้คนส่วนใหญ่อยู่ในอาคาร ภาวะขาดวิตามิน D จึงกลายเป็นปัญหาด้านโภชนาการที่พบบ่อยที่สุดปัญหาหนึ่งในโลก
ภาวะขาดวิตามิน D สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ ได้แก่:
ภาวะขาดวิตามิน D มักเกิดขึ้นอย่างช้าๆ และเงียบๆ ในช่วงแรกหลายคนอาจไม่รู้สึกผิดปกติ แต่เมื่อเวลาผ่านไปอาจพบอาการเหล่านี้:
หากคุณมีอาการหลายข้อพร้อมกัน ควรปรึกษาแพทย์และตรวจเลือดเพื่อยืนยัน
แพทย์จะวินิจฉัยโดยการตรวจเลือดเพื่อวัดระดับ 25-hydroxyvitamin D (25(OH)D) ในเลือด ซึ่งมีค่าอ้างอิงทั่วไปดังนี้:
| ระดับในเลือด | ความหมาย |
|---|---|
| ต่ำกว่า 20 ng/mL | ขาดวิตามิน D |
| 20–29 ng/mL | ระดับต่ำกว่าเกณฑ์ที่เหมาะสม |
| 30–100 ng/mL | ปกติและเพียงพอ |
| สูงกว่า 100 ng/mL | อาจเป็นอันตราย |
แพทย์จะพิจารณาผลเลือดร่วมกับอาการและประวัติสุขภาพของคุณ
1. รับแสงแดดให้เพียงพอ
การออกมารับแสงแดดช่วงกลางวัน (ประมาณ 10.00–14.00 น.) เพียง 10–30 นาที หลายครั้งต่อสัปดาห์ ช่วยให้ร่างกายสร้างวิตามิน D ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ควรให้บริเวณแขนและขาโดนแสงแดดโดยตรง โดยไม่ทาครีมกันแดดในช่วงเวลาสั้นๆ นั้น
2. รับประทานอาหารที่มีวิตามิน D
อาหารที่มีวิตามิน D ตามธรรมชาติมีไม่มากนัก แต่แหล่งที่ดีได้แก่:
3. รับประทานอาหารเสริมวิตามิน D
สำหรับผู้ที่ไม่สามารถได้รับวิตามิน D จากแสงแดดและอาหารได้อย่างเพียงพอ อาหารเสริมวิตามิน D3 (cholecalciferol) เป็นตัวเลือกที่ดี เนื่องจากดูดซึมได้ดีกว่า D2 โดยปริมาณที่แนะนำทั่วไปอยู่ที่ 1,000–4,000 IU ต่อวัน อย่างไรก็ตาม ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มรับประทาน
ควรไปพบแพทย์หากสงสัยว่าขาดวิตามิน D มีปัจจัยเสี่ยง หรือมีอาการต่อเนื่องเช่นปวดกระดูกหรืออ่อนเพลียมาก การรับวิตามิน D เสริมในปริมาณสูงมากโดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์ อาจทำให้เกิดภาวะวิตามิน D เกิน ซึ่งมีอาการเช่น คลื่นไส้ อ่อนแรง และปัญหาไต
ภาวะขาดวิตามิน D เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยแต่ป้องกันได้ การรับแสงแดดอย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่หลากหลาย และเสริมวิตามิน D เมื่อจำเป็น จะช่วยให้คุณมีระดับวิตามิน D ที่เหมาะสม หากไม่แน่ใจเกี่ยวกับสถานะวิตามิน D ของตนเอง การตรวจเลือดเป็นวิธีที่ง่ายและเชื่อถือได้ที่สุด
จัดทำโดย: ภญ. ปุณยนุช อังคะนาวิน
© 2026 Siammerx Co., Ltd