ฉีดวัคซีนฟรี

ภาวะขาดวิตามิน D – สาเหตุ อาการ และวิธีรักษาที่ควรรู้

22 จำนวนผู้เข้าชม |

14/07/2026


ภาวะขาดวิตามิน D – สาเหตุ อาการ และวิธีรักษาที่ควรรู้

ภาวะขาดวิตามิน D: สาเหตุ อาการ และวิธีรับมือที่ถูกต้อง

วิตามิน D คืออะไร และทำไมจึงสำคัญ?

วิตามิน D เป็นสารอาหารที่ละลายในไขมัน ซึ่งทำหน้าที่คล้ายฮอร์โมนมากกว่าวิตามินทั่วไป บทบาทสำคัญของมันคือช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน กล้ามเนื้อ และส่งผลต่ออารมณ์ด้วย

สิ่งที่พิเศษของวิตามิน D คือร่างกายสามารถสร้างขึ้นเองได้เมื่อผิวหนังได้รับแสงแดด แต่ด้วยวิถีชีวิตในปัจจุบันที่ผู้คนส่วนใหญ่อยู่ในอาคาร ภาวะขาดวิตามิน D จึงกลายเป็นปัญหาด้านโภชนาการที่พบบ่อยที่สุดปัญหาหนึ่งในโลก

ใครบ้างที่มีความเสี่ยง?

ภาวะขาดวิตามิน D สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ ได้แก่:

  • ผู้ที่อยู่ในอาคารเป็นส่วนใหญ่ เช่น พนักงานออฟฟิศ นักเรียน นักศึกษา หรือผู้ที่อาศัยในเมืองที่มีอากาศหนาวและมีเมฆมาก
  • ผู้สูงอายุ เพราะผิวหนังจะสร้างวิตามิน D ได้น้อยลงตามอายุ
  • ผู้ที่มีผิวเข้ม เมลานินในผิวหนังจะลดประสิทธิภาพในการสร้างวิตามิน D จากแสงแดด
  • ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก วิตามิน D จะถูกสะสมในเนื้อเยื่อไขมัน ทำให้ระดับในกระแสเลือดลดลง
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคโครห์น โรค celiac หรือโรคไต ที่ส่งผลต่อการดูดซึมสารอาหาร

อาการที่พบบ่อยเมื่อร่างกายขาดวิตามิน D

ภาวะขาดวิตามิน D มักเกิดขึ้นอย่างช้าๆ และเงียบๆ ในช่วงแรกหลายคนอาจไม่รู้สึกผิดปกติ แต่เมื่อเวลาผ่านไปอาจพบอาการเหล่านี้:

  • อ่อนเพลีย ไม่มีแรง รู้สึกเหนื่อยล้าแม้จะนอนหลับเต็มที่แล้ว
  • ปวดกระดูก โดยเฉพาะบริเวณหลัง ขา และสะโพก
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง ทำกิจกรรมประจำวันได้ยากขึ้น เช่น การขึ้นบันได
  • ป่วยบ่อย ติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียได้ง่ายกว่าปกติ
  • ซึมเศร้าหรืออารมณ์ตกต่ำ เพราะสมองมีตัวรับวิตามิน D ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมอารมณ์
  • ผมร่วงผิดปกติ ในกรณีที่ขาดอย่างรุนแรง
  • แผลหายช้า วิตามิน D มีบทบาทในการฟื้นฟูผิวหนัง

หากคุณมีอาการหลายข้อพร้อมกัน ควรปรึกษาแพทย์และตรวจเลือดเพื่อยืนยัน

การวินิจฉัยภาวะขาดวิตามิน D

แพทย์จะวินิจฉัยโดยการตรวจเลือดเพื่อวัดระดับ 25-hydroxyvitamin D (25(OH)D) ในเลือด ซึ่งมีค่าอ้างอิงทั่วไปดังนี้:

ระดับในเลือด ความหมาย
ต่ำกว่า 20 ng/mL ขาดวิตามิน D
20–29 ng/mL ระดับต่ำกว่าเกณฑ์ที่เหมาะสม
30–100 ng/mL ปกติและเพียงพอ
สูงกว่า 100 ng/mL อาจเป็นอันตราย

แพทย์จะพิจารณาผลเลือดร่วมกับอาการและประวัติสุขภาพของคุณ

วิธีรักษาและป้องกันภาวะขาดวิตามิน D

1. รับแสงแดดให้เพียงพอ

การออกมารับแสงแดดช่วงกลางวัน (ประมาณ 10.00–14.00 น.) เพียง 10–30 นาที หลายครั้งต่อสัปดาห์ ช่วยให้ร่างกายสร้างวิตามิน D ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ควรให้บริเวณแขนและขาโดนแสงแดดโดยตรง โดยไม่ทาครีมกันแดดในช่วงเวลาสั้นๆ นั้น

2. รับประทานอาหารที่มีวิตามิน D

อาหารที่มีวิตามิน D ตามธรรมชาติมีไม่มากนัก แต่แหล่งที่ดีได้แก่:

  • ปลาที่มีไขมันสูง เช่น ปลาแซลมอน ปลาแมคเคอเรล ปลาซาร์ดีน
  • ไข่แดง
  • ตับวัว
  • อาหารเสริมวิตามิน D (นม น้ำส้ม ซีเรียลอาหารเช้าที่เติมวิตามิน D)
  • เห็ดที่ผ่านการตากแดดหรือแสง UV

3. รับประทานอาหารเสริมวิตามิน D

สำหรับผู้ที่ไม่สามารถได้รับวิตามิน D จากแสงแดดและอาหารได้อย่างเพียงพอ อาหารเสริมวิตามิน D3 (cholecalciferol) เป็นตัวเลือกที่ดี เนื่องจากดูดซึมได้ดีกว่า D2 โดยปริมาณที่แนะนำทั่วไปอยู่ที่ 1,000–4,000 IU ต่อวัน อย่างไรก็ตาม ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มรับประทาน

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์?

ควรไปพบแพทย์หากสงสัยว่าขาดวิตามิน D มีปัจจัยเสี่ยง หรือมีอาการต่อเนื่องเช่นปวดกระดูกหรืออ่อนเพลียมาก การรับวิตามิน D เสริมในปริมาณสูงมากโดยไม่มีคำแนะนำจากแพทย์ อาจทำให้เกิดภาวะวิตามิน D เกิน ซึ่งมีอาการเช่น คลื่นไส้ อ่อนแรง และปัญหาไต

สรุปสาระสำคัญ

ภาวะขาดวิตามิน D เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยแต่ป้องกันได้ การรับแสงแดดอย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่หลากหลาย และเสริมวิตามิน D เมื่อจำเป็น จะช่วยให้คุณมีระดับวิตามิน D ที่เหมาะสม หากไม่แน่ใจเกี่ยวกับสถานะวิตามิน D ของตนเอง การตรวจเลือดเป็นวิธีที่ง่ายและเชื่อถือได้ที่สุด

จัดทำโดย: ภญ. ปุณยนุช อังคะนาวิน

แหล่งอ้างอิง:

  1. Holick, M.F. (2007). Vitamin D Deficiency. New England Journal of Medicine, 357(3), 266–281.
  2. National Institutes of Health – Office of Dietary Supplements. Vitamin D Fact Sheet for Health Professionals
  3. World Health Organization (WHO). Vitamin D Supplementation in Infants and Children

© 2026 Siammerx Co., Ltd