ฉีดวัคซีนฟรี

โรคตับแข็ง: อาการ สาเหตุ และแนวทางดูแลเพื่อชะลอความเสียหายของตับ

36 จำนวนผู้เข้าชม |

26/08/2026


โรคตับแข็ง: อาการ สาเหตุ และแนวทางดูแลเพื่อชะลอความเสียหายของตับ

ตับสามารถถูกทำลายอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปีโดยที่ผู้ป่วยอาจยังไม่รู้ตัว โรคตับแข็งเป็นภาวะที่เกิดขึ้นเมื่อเนื้อตับได้รับความเสียหายเรื้อรังจนเกิดพังผืดจำนวนมากเข้าไปแทนที่เนื้อตับปกติ ส่งผลให้โครงสร้างของตับเปลี่ยนแปลงและประสิทธิภาพในการทำงานของตับลดลง

สิ่งที่ทำให้โรคตับแข็งต้องได้รับความสำคัญคือ ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งอาจแทบไม่มีอาการในระยะแรก เพราะตับยังสามารถทำงานชดเชยได้ เมื่อเริ่มมีอาการชัดเจน เช่น ตัวเหลือง ท้องโต ขาบวม หรือสับสนผิดปกติ ความเสียหายของตับอาจดำเนินไปมากแล้ว การค้นหาสาเหตุและดูแลโรคตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงมีส่วนช่วยชะลอการดำเนินของโรคและลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน

โรคตับแข็งคืออะไร

โรคตับแข็ง (Cirrhosis) คือภาวะที่เนื้อตับปกติถูกแทนที่ด้วยพังผืดจากการบาดเจ็บของตับที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน พังผืดเหล่านี้ไม่เพียงทำให้ความสามารถในการทำงานของตับลดลง แต่ยังรบกวนการไหลเวียนของเลือดผ่านตับอีกด้วย

ตับเป็นอวัยวะที่มีหน้าที่สำคัญหลายด้าน เช่น การกำจัดสารบางชนิดออกจากเลือด การสร้างโปรตีนที่จำเป็นต่อร่างกาย การสร้างสารที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือด และการจัดการสารอาหาร เมื่อเนื้อตับถูกแทนที่ด้วยพังผืดมากขึ้น การทำหน้าที่เหล่านี้จึงค่อย ๆ ลดลง

ในระยะแรก ตับที่ยังเหลืออยู่อาจสามารถทำงานชดเชยได้ ผู้ป่วยจึงอาจยังใช้ชีวิตได้ตามปกติและไม่มีอาการชัดเจน เรียกว่าตับแข็งระยะชดเชย แต่หากความเสียหายดำเนินต่อไปจนตับไม่สามารถทำงานได้เพียงพอ อาจเข้าสู่ระยะเสียการชดเชย ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มเกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ

โรคตับแข็งพัฒนาอย่างไร

โรคตับแข็งมักไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่เป็นผลจากกระบวนการทำลายตับที่เกิดซ้ำเป็นเวลานาน เมื่อเซลล์ตับได้รับบาดเจ็บ ร่างกายจะพยายามซ่อมแซมบริเวณที่เสียหาย กระบวนการซ่อมแซมนี้อาจทำให้เกิดพังผืดหรือแผลเป็นภายในตับ

หากสามารถรักษาหรือควบคุมสาเหตุของความเสียหายได้ตั้งแต่ระยะต้น การเกิดพังผืดอาจช้าลง แต่หากตับยังถูกทำลายต่อเนื่อง พังผืดจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนรบกวนทั้งโครงสร้างของตับและการไหลเวียนของเลือด

เมื่อเลือดไหลผ่านตับได้ยากขึ้น ความดันในหลอดเลือดดำพอร์ทัลซึ่งนำเลือดจากระบบทางเดินอาหารเข้าสู่ตับอาจเพิ่มสูงขึ้น ภาวะนี้เรียกว่า ความดันหลอดเลือดพอร์ทัลสูง (Portal hypertension) และเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะแทรกซ้อนหลายอย่าง เช่น น้ำในช่องท้องและเส้นเลือดขอดบริเวณหลอดอาหาร

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของโรคตับแข็ง

โรคตับแข็งเกิดได้จากหลายสาเหตุ และผู้ป่วยบางรายอาจมีปัจจัยที่ทำลายตับมากกว่าหนึ่งอย่างร่วมกัน

สาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งคือการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่ส่งผลเสียต่อตับอย่างต่อเนื่อง การได้รับแอลกอฮอล์เป็นเวลานานสามารถทำให้เซลล์ตับเกิดการอักเสบและเกิดพังผืดได้

โรคไขมันพอกตับที่สัมพันธ์กับความผิดปกติทางเมตาบอลิก หรือ MASLD ก็เป็นอีกสาเหตุที่สำคัญ โดยพบได้บ่อยในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน โรคอ้วน เบาหวานชนิดที่ 2 หรือความผิดปกติทางเมตาบอลิก หากมีการอักเสบและความเสียหายของตับอย่างต่อเนื่อง อาจนำไปสู่พังผืดและตับแข็งได้ในผู้ป่วยบางราย

การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซีเรื้อรังก็สามารถทำให้เกิดการอักเสบของตับเป็นเวลานานและนำไปสู่โรคตับแข็งได้เช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่นที่พบได้น้อยกว่า เช่น โรคตับอักเสบจากภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง โรคของท่อน้ำดี โรควิลสัน ภาวะเหล็กสะสมในร่างกายมากผิดปกติ ภาวะขาด Alpha-1 antitrypsin รวมถึงยาหรือสารบางชนิดที่อาจทำให้ตับได้รับความเสียหายเมื่อใช้เป็นเวลานาน

อาการที่ควรสังเกต

โรคตับแข็งระยะแรกมักไม่มีอาการ หรือมีอาการไม่จำเพาะจนทำให้ผู้ป่วยไม่ทันสังเกต อาการในช่วงแรกอาจประกอบด้วยอ่อนเพลีย ไม่มีแรง เบื่ออาหาร น้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ คลื่นไส้ คันตามผิวหนัง หรือรู้สึกไม่สบายบริเวณช่องท้องด้านขวาบน

เมื่อการทำงานของตับลดลงมากขึ้น อาจเริ่มมีอาการที่ชัดเจน เช่น ตัวเหลืองหรือตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม ฟกช้ำหรือเลือดออกง่าย ขาหรือข้อเท้าบวม รวมถึงมีน้ำสะสมในช่องท้องจนทำให้ท้องโต

ผู้ป่วยบางรายอาจมีมือสั่น ความจำหรือสมาธิลดลง ง่วงผิดปกติ สับสน หรือมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับภาวะสมองจากโรคตับ เนื่องจากตับไม่สามารถกำจัดสารบางชนิดออกจากเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้สามารถเกิดจากโรคอื่นได้เช่นกัน การมีอาการเพียงอย่างหนึ่งจึงไม่ได้หมายความว่าเป็นโรคตับแข็ง การวินิจฉัยจำเป็นต้องอาศัยการประเมินโดยแพทย์ร่วมกับการตรวจที่เหมาะสม

ภาวะแทรกซ้อนของโรคตับแข็ง

เมื่อโรคดำเนินไปมากขึ้น ภาวะแทรกซ้อนอาจเกิดจากทั้งการที่ตับทำงานลดลงและความดันในหลอดเลือดพอร์ทัลที่สูงขึ้น

ภาวะที่พบบ่อยอย่างหนึ่งคือการมีน้ำสะสมในช่องท้องหรือ Ascites ทำให้ท้องโต แน่นท้อง และอาจเกิดอาการบวมบริเวณขาหรือข้อเท้าร่วมด้วย

ความดันในหลอดเลือดพอร์ทัลที่สูงขึ้นยังทำให้เกิดเส้นเลือดขอดบริเวณหลอดอาหารหรือกระเพาะอาหารได้ เส้นเลือดเหล่านี้มีโอกาสแตกและทำให้เลือดออกภายในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งอาจเป็นภาวะฉุกเฉินที่อันตราย

อีกภาวะหนึ่งคือ Hepatic encephalopathy หรือภาวะสมองจากโรคตับ เมื่อสารที่ปกติตับช่วยกำจัดสะสมในกระแสเลือดและส่งผลต่อสมอง ผู้ป่วยอาจเริ่มจากสมาธิลดลง นอนผิดเวลา หรือสับสน และในรายที่รุนแรงอาจมีอาการซึมหรือหมดสติได้

ผู้ป่วยตับแข็งยังมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ภาวะขาดสารอาหาร การสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ และมะเร็งตับเพิ่มขึ้น จึงจำเป็นต้องได้รับการติดตามอย่างสม่ำเสมอแม้ในช่วงที่ยังไม่มีอาการรุนแรง

แนวทางการรักษาและการดูแลโรคตับแข็ง

การรักษาโรคตับแข็งขึ้นอยู่กับสาเหตุ ระดับความเสียหายของตับ ภาวะแทรกซ้อน โรคประจำตัว และสภาวะสุขภาพของผู้ป่วยแต่ละคน เป้าหมายสำคัญคือการรักษาหรือควบคุมสาเหตุที่ทำให้ตับเสียหาย ชะลอการดำเนินของโรค และป้องกันหรือรักษาภาวะแทรกซ้อน

หากโรคตับสัมพันธ์กับแอลกอฮอล์ การหยุดดื่มแอลกอฮอล์มีความสำคัญอย่างมาก ผู้ที่มีไวรัสตับอักเสบบีหรือซีอาจได้รับยาต้านไวรัสตามข้อบ่งชี้ ส่วนผู้ที่มีโรคไขมันพอกตับร่วมกับน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน แพทย์อาจแนะนำการควบคุมน้ำหนักและดูแลโรคร่วม เช่น เบาหวานหรือความผิดปกติทางเมตาบอลิก

หากเกิดภาวะแทรกซ้อน ผู้ป่วยอาจต้องได้รับการรักษาเพิ่มเติม เช่น ยาเพื่อลดการสะสมของน้ำในร่างกาย การระบายน้ำออกจากช่องท้อง การใช้ยาเพื่อลดความเสี่ยงจากเส้นเลือดขอด การรักษาผ่านการส่องกล้อง หรือการใช้ยาเพื่อควบคุมภาวะสมองจากโรคตับ

สำหรับผู้ป่วยที่ตับเสียหายอย่างรุนแรงจนไม่สามารถทำงานได้เพียงพอ แพทย์อาจพิจารณาประเมินความเหมาะสมสำหรับการปลูกถ่ายตับ

การดูแลตัวเองเมื่อเป็นโรคตับแข็ง

ผู้ป่วยโรคตับแข็งควรงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะอาจเพิ่มความเสียหายของตับได้ ควรรับประทานอาหารที่เหมาะสมและได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ เนื่องจากผู้ป่วยโรคตับแข็งมีความเสี่ยงต่อภาวะขาดสารอาหารและการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ

ผู้ที่มีอาการบวมหรือน้ำในช่องท้องอาจได้รับคำแนะนำให้จำกัดโซเดียมตามแผนการรักษาของแพทย์ ส่วนการจำกัดโปรตีนไม่ควรทำด้วยตนเอง เพราะผู้ป่วยตับแข็งส่วนหนึ่งต้องการโปรตีนอย่างเพียงพอเพื่อป้องกันการสูญเสียกล้ามเนื้อ

ควรหลีกเลี่ยงอาหารทะเลดิบหรือหอยดิบ เนื่องจากผู้ที่มีโรคตับอาจมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อบางชนิดรุนแรงกว่าคนทั่วไป

นอกจากนี้ไม่ควรซื้อยา สมุนไพร หรืออาหารเสริมมาใช้เองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพราะผลิตภัณฑ์บางชนิดอาจส่งผลต่อตับหรือเกิดปฏิกิริยากับยาที่ใช้อยู่ รวมถึงไม่ควรหยุดหรือเปลี่ยนยาประจำด้วยตนเอง

ผู้ป่วยโรคตับแข็งยังควรเข้ารับการตรวจติดตามตามนัดอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อมะเร็งตับ แนวทางของ AASLD แนะนำให้ผู้ป่วยตับแข็งได้รับการเฝ้าระวังมะเร็งตับโดยทั่วไปทุก 6 เดือน ด้วยอัลตราซาวนด์ช่องท้องร่วมกับการตรวจ Alpha-fetoprotein หรือ AFP ตามความเหมาะสม

อาการแบบไหนควรรีบไปโรงพยาบาล

ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคตับแข็งควรรีบไปโรงพยาบาลทันที หากมีอาเจียนเป็นเลือด ถ่ายอุจจาระดำหรือมีเลือดออก มีอาการสับสนเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน พูดไม่ชัด ง่วงซึมผิดปกติ หรือหมดสติ

อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น เลือดออกจากเส้นเลือดขอดในระบบทางเดินอาหารหรือภาวะสมองจากโรคตับ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการประเมินและรักษาอย่างเร่งด่วน

นอกจากนี้ หากมีท้องโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ขาบวมมากขึ้น ตัวเหลืองหรือตาเหลืองชัดเจน มีไข้ หรือสุขภาพโดยรวมแย่ลงกว่าปกติ ควรติดต่อแพทย์เพื่อรับการประเมินโดยไม่ควรรอจนถึงวันนัดครั้งถัดไป

สรุป

โรคตับแข็งเป็นผลจากความเสียหายของตับที่เกิดขึ้นเรื้อรังจนมีพังผืดเข้าไปแทนที่เนื้อตับปกติ สาเหตุสำคัญ ได้แก่ โรคตับจากแอลกอฮอล์ โรคไขมันพอกตับที่สัมพันธ์กับความผิดปกติทางเมตาบอลิก และการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซีเรื้อรัง

สิ่งสำคัญคือโรคตับแข็งอาจไม่มีอาการในระยะแรก การพบและควบคุมสาเหตุของโรคตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงมีส่วนช่วยชะลอความเสียหายเพิ่มเติมของตับได้ ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยแล้วควรดูแลสุขภาพตามคำแนะนำของแพทย์ หลีกเลี่ยงสิ่งที่อาจทำร้ายตับ และเข้ารับการติดตามภาวะแทรกซ้อนอย่างสม่ำเสมอ

หากมีอาการอาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ สับสนเฉียบพลัน หรือซึมลง ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะแทรกซ้อนที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน

จัดทำโดย: ภญ. ปุณยนุช อังคะนาวิน

แหล่งอ้างอิง

  1. National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases (NIDDK). Cirrhosis
  2. National Health Service (NHS). Cirrhosis
  3. American Association for the Study of Liver Diseases (AASLD). Back to Basics: Outpatient Management of Cirrhosis

© 2026 Siammerx Co., Ltd