กินยาเองอย่างไรไม่ให้เป็นอันตราย ใช้ยาอย่างปลอดภัยและถูกวิธี
การซื้อยากินเองอาจช่วยบรรเทาอาการเล็กน้อย แต่หากใช้ไม่ถูกต้องอาจเกิดผลข้างเคียงหรือยาตีกัน เรียนรู้วิธีใช้ยาอย่างปลอดภัยและเมื่อใดควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
การกินยาเองหมายถึงอะไร
การกินยาเองหรือการใช้ยาด้วยตนเอง หมายถึงการใช้ยาเพื่อบรรเทาหรือรักษาอาการโดยไม่ได้รับการประเมินจากแพทย์ในครั้งนั้น เช่น การซื้อยาที่ร้านขายยา การใช้ยาสามัญประจำบ้าน หรือการใช้ยาที่มีอยู่เดิม
ในบางกรณี การใช้ยาที่ซื้อได้โดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ หรือ ยาที่จำหน่ายได้โดยไม่ต้องมีใบสั่งยา (Over-the-Counter: OTC) อาจเหมาะกับอาการเล็กน้อยที่ทราบสาเหตุค่อนข้างชัด แต่ยาเหล่านี้ยังคงมีข้อจำกัดด้านขนาดยา ระยะเวลาการใช้ ผลข้างเคียง และข้อห้ามใช้เช่นเดียวกับยาอื่น ๆ
สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือการนำยาเก่าที่เหลืออยู่ ยาของสมาชิกในครอบครัว หรือยาที่ได้รับคำแนะนำจากบุคคลอื่นมาใช้โดยไม่ทราบแน่ชัดว่าเหมาะสมกับอาการและสุขภาพของตนเองหรือไม่
ทำไมการกินยาเองจึงต้องระวัง
ยามีทั้งประโยชน์และความเสี่ยง แม้ยาที่ใช้กันทั่วไปก็สามารถทำให้เกิดปัญหาได้หากใช้ไม่ถูกต้อง ตัวอย่างความเสี่ยงที่พบได้ ได้แก่
- ใช้ยาไม่ตรงกับสาเหตุของอาการ
- รับประทานยาในปริมาณมากหรือน้อยเกินไป
- ใช้ยานานเกินระยะเวลาที่เหมาะสม
- ใช้ยาหลายชนิดที่มีตัวยาสำคัญซ้ำกัน
- เกิดปฏิกิริยาระหว่างยา หรือที่มักเรียกว่า “ยาตีกัน”
- เกิดผลข้างเคียงหรืออาการแพ้ยา
- ยาบางชนิดอาจไม่เหมาะกับโรคประจำตัวที่มีอยู่
- ยาบางชนิดอาจไม่เหมาะสำหรับเด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ หรือหญิงให้นมบุตร
องค์การอนามัยโลกให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ยา โดยแนะนำให้ผู้ป่วยตรวจสอบและสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับยาในช่วงสำคัญ เช่น ก่อนเริ่มยา ระหว่างใช้ยา เมื่อมีการเพิ่มยา ทบทวนยา และก่อนหยุดยา เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการใช้ยา
ก่อนกินยาเองควรตรวจสอบอะไรบ้าง
รู้ก่อนว่ายาที่กำลังใช้คือยาอะไร
ควรอ่านชื่อยาและตัวยาสำคัญบนฉลาก ไม่ควรดูเพียงชื่อการค้าหรือสีของยา เพราะยาคนละยี่ห้ออาจมีตัวยาสำคัญเหมือนกัน การรู้ชื่อตัวยาสำคัญช่วยลดความเสี่ยงจากการใช้ยาซ้ำซ้อน โดยเฉพาะยาสูตรผสม เช่น ยาแก้หวัดบางชนิดที่อาจมีตัวยาลดไข้หรือแก้ปวดผสมอยู่แล้ว
ใช้ยาให้ตรงกับอาการ
ไม่ควรเลือกยาเพียงเพราะเคยมีอาการคล้ายกันแล้วใช้ยานั้นได้ผล เนื่องจากอาการเดียวกันอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตัวอย่างเช่น อาการเจ็บคออาจเกิดจากไวรัส แบคทีเรีย ภูมิแพ้ หรือการระคายเคือง การใช้ยาจึงควรพิจารณาตามสาเหตุและความเหมาะสม ไม่ควรใช้ยาที่เหลือจากการรักษาครั้งก่อนโดยอัตโนมัติ
อ่านฉลากและเอกสารกำกับยาก่อนใช้
ข้อมูลสำคัญที่ควรตรวจสอบ ได้แก่ ขนาดยาที่ควรใช้, ความถี่ในการรับประทาน, ควรรับประทานก่อนหรือหลังอาหาร, ระยะเวลาที่สามารถใช้ยาได้, ข้อห้ามใช้และคำเตือน, ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น, วิธีเก็บรักษา และวันหมดอายุ หากอ่านฉลากแล้วไม่เข้าใจ ควรสอบถามเภสัชกรก่อนใช้ยา
ไม่เพิ่มขนาดยาเองเมื่ออาการไม่ดีขึ้น
การคิดว่า “กินเพิ่มอีกเม็ดน่าจะหายเร็วขึ้น” อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงหรือการได้รับยาเกินขนาด ควรรับประทานยาตามขนาดและช่วงเวลาที่ระบุไว้ หากใช้ยาอย่างถูกต้องแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรแทนการเพิ่มขนาดยาด้วยตัวเอง
ไม่ใช้ยาของผู้อื่น
แม้จะมีอาการคล้ายกัน แต่ยาที่เหมาะกับคนหนึ่งอาจไม่เหมาะกับอีกคน เนื่องจากแต่ละคนมีอายุ น้ำหนัก โรคประจำตัว ประวัติแพ้ยา และยาที่ใช้อยู่แตกต่างกัน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐฯ แนะนำว่าไม่ควรแบ่งยาให้ผู้อื่น และควรใช้ยาตามคำแนะนำที่ได้รับ เพราะการได้รับยามากหรือน้อยเกินไปอาจก่อให้เกิดอันตรายได้
ระวังยาหลายชนิดที่มีตัวยาซ้ำกัน
ปัญหานี้พบได้ง่ายในยาสูตรผสม เช่น ยาแก้หวัด ยาแก้ไอ ยาแก้ปวด หรือยาลดไข้หลายผลิตภัณฑ์ หากรับประทานหลายผลิตภัณฑ์พร้อมกันโดยไม่ได้ตรวจสอบตัวยาสำคัญ อาจได้รับยาเดียวกันซ้ำโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นก่อนใช้ยาหลายชนิดพร้อมกันควรอ่านส่วนประกอบหรือสอบถามเภสัชกร
ยา อาหารเสริม และสมุนไพรสามารถตีกันได้หรือไม่
สามารถเกิดขึ้นได้ ยาบางชนิดอาจมีปฏิกิริยากับยาชนิดอื่น อาหารบางประเภท แอลกอฮอล์ วิตามิน อาหารเสริม หรือสมุนไพร ส่งผลให้ฤทธิ์ของยาเพิ่มขึ้น ลดลง หรือเพิ่มความเสี่ยงต่อผลข้างเคียง
ดังนั้น หากต้องซื้อยาเพิ่ม ควรแจ้งแพทย์หรือเภสัชกรเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทั้งหมดที่กำลังใช้อยู่ ไม่ว่าจะเป็น ยาที่แพทย์สั่ง, ยาที่ซื้อใช้เอง, วิตามิน, อาหารเสริม, สมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์สุขภาพอื่น ๆ การทำรายการยาที่ใช้อยู่และนำไปแสดงเมื่อพบแพทย์หรือเภสัชกร เป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยลดความเสี่ยงจากการใช้ยาร่วมกันได้
ใครบ้างที่ควรระวังเป็นพิเศษก่อนซื้อยากินเอง
คนบางกลุ่มมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงหรือปัญหาจากการใช้ยามากกว่าคนทั่วไป ได้แก่
- เด็ก: ขนาดยาสำหรับเด็กอาจขึ้นอยู่กับอายุ น้ำหนัก และชนิดของยา ไม่ควรนำยาของผู้ใหญ่มาลดขนาดเอง หรือประมาณปริมาณยาโดยไม่ได้รับคำแนะนำ
- ผู้สูงอายุ: ผู้สูงอายุมักใช้ยาหลายชนิดร่วมกันและอาจมีการทำงานของตับหรือไตเปลี่ยนแปลงตามอายุ จึงมีความเสี่ยงต่อปฏิกิริยาระหว่างยาและผลข้างเคียงเพิ่มขึ้น
- หญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร: ยาบางชนิดสามารถส่งผลต่อทารกในครรภ์หรือผ่านเข้าสู่น้ำนมได้ จึงควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยา รวมถึงยา สมุนไพร วิตามิน และอาหารเสริม
- ผู้ที่มีโรคประจำตัว: ผู้ที่มีโรคไต โรคตับ โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคทางเดินอาหาร หรือโรคประจำตัวอื่น ๆ ควรแจ้งข้อมูลดังกล่าวแก่เภสัชกรก่อนซื้อยา เพราะยาบางชนิดอาจไม่เหมาะสมกับโรคที่เป็นอยู่
- ผู้ที่มีประวัติแพ้ยา: ควรจดชื่อยาที่เคยแพ้และลักษณะอาการแพ้ไว้ และแจ้งบุคลากรทางการแพทย์ทุกครั้งก่อนรับยา
มีอาการแบบไหนควรหยุดกินยาและรีบไปโรงพยาบาล
หากเกิดอาการที่สงสัยว่าเป็นอาการแพ้ยารุนแรงหรือภาวะฉุกเฉิน ไม่ควรรอดูอาการเอง ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที โดยเฉพาะเมื่อมีอาการ เช่น
- หายใจลำบาก หอบ แน่นหน้าอก หรือมีเสียงหวีด
- ปาก ลิ้น ใบหน้า หรือคอบวม
- หน้ามืด เป็นลม หรือหมดสติ
- มีผื่นรุนแรงร่วมกับตุ่มพองหรือผิวหนังลอก
- มีแผลบริเวณปาก ตา หรืออวัยวะเพศร่วมกับผื่นหลังใช้ยา
- ชักหรือมีความผิดปกติทางระบบประสาท
- มีอาการผิดปกติรุนแรงหลังเริ่มใช้ยาใหม่
หากสงสัยว่ารับประทานยาเกินขนาด ไม่ควรรอจนมีอาการ ควรรีบติดต่อสถานพยาบาลหรือขอคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์ทันที
เมื่อไหร่ควรพบแพทย์แทนการซื้อยากินเอง
การใช้ยาเองเหมาะกับอาการเล็กน้อยบางประเภทเท่านั้น ควรพบแพทย์หาก
- อาการรุนแรงตั้งแต่เริ่มต้น
- อาการไม่ดีขึ้นภายในระยะเวลาที่เหมาะสมหรือแย่ลง
- อาการกลับมาเป็นซ้ำบ่อย
- มีไข้สูงต่อเนื่องหรือมีอาการผิดปกติร่วมด้วย
- มีอาการเจ็บหน้าอก หายใจลำบาก หรือหมดสติ
- มีเลือดออกผิดปกติ
- ปวดอย่างรุนแรงหรือปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ
- ไม่แน่ใจว่าอาการเกิดจากอะไร
- มีโรคประจำตัวหลายโรคหรือใช้ยาหลายชนิด
- เป็นเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ หรือหญิงให้นมบุตรและไม่แน่ใจว่ายาปลอดภัยหรือไม่
การพบแพทย์ไม่ได้หมายความว่าอาการต้องรุนแรงเสมอไป หากไม่แน่ใจเกี่ยวกับสาเหตุหรือใช้ยาแล้วไม่ดีขึ้น การได้รับการประเมินที่เหมาะสมช่วยลดโอกาสที่โรคหรือภาวะสำคัญจะถูกมองข้าม
วิธีใช้ยาอย่างปลอดภัยในชีวิตประจำวัน
การสร้างนิสัยการใช้ยาที่ดีช่วยลดความผิดพลาดจากการใช้ยาได้ โดยสามารถเริ่มจากเรื่องง่าย ๆ ดังนี้
- อ่านชื่อยาและฉลากทุกครั้งก่อนรับประทาน
- ใช้ยาตามขนาดและเวลาที่กำหนด
- ไม่เพิ่ม ลด หรือหยุดยาที่แพทย์สั่งด้วยตัวเอง
- ไม่แบ่งยาให้ผู้อื่น
- เก็บยาในบรรจุภัณฑ์เดิมเพื่อป้องกันการสับสน
- ตรวจวันหมดอายุก่อนใช้
- เก็บยาให้พ้นมือเด็ก
- จดรายชื่อยาที่ใช้ประจำ รวมถึงวิตามินและอาหารเสริม
- แจ้งประวัติแพ้ยาทุกครั้งที่รับยาใหม่
- หากไม่เข้าใจวิธีใช้ยา ให้ถามเภสัชกรก่อนรับประทาน
องค์การอนามัยโลกเสนอแนวคิด “5 Moments for Medication Safety” ซึ่งเน้นให้ผู้ใช้ยาตั้งคำถามในช่วงเริ่มใช้ยา ระหว่างใช้ยา เมื่อเพิ่มยา เมื่อทบทวนยา และเมื่อจะหยุดยา เพื่อให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการลดความเสี่ยงจากยา
เภสัชกรช่วยอะไรได้บ้างก่อนซื้อยากินเอง
เภสัชกรสามารถช่วยประเมินอาการเบื้องต้นและให้ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ยาได้ เช่น
- ยาชนิดใดเหมาะสมกับอาการ
- ควรใช้ขนาดเท่าไรและนานเพียงใด
- มีข้อห้ามใช้หรือข้อควรระวังหรือไม่
- สามารถใช้ร่วมกับยาประจำได้หรือไม่
- มีผลข้างเคียงอะไรที่ควรสังเกต
- อาการในลักษณะใดควรไปพบแพทย์
เพื่อให้เภสัชกรประเมินได้เหมาะสม ควรแจ้งข้อมูลตามจริงเกี่ยวกับอาการ โรคประจำตัว ประวัติแพ้ยา การตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร รวมถึงยา อาหารเสริม และสมุนไพรที่กำลังใช้อยู่
สรุป
การซื้อยาหรือกินยาเองไม่ได้เป็นอันตรายในทุกกรณี หากเป็นอาการเล็กน้อย เลือกยาได้เหมาะสม และใช้ยาตามคำแนะนำอย่างถูกต้อง แต่ยาทุกชนิดมีทั้งประโยชน์และความเสี่ยง จึงไม่ควรใช้ยาโดยอาศัยเพียงประสบการณ์จากครั้งก่อนหรือคำแนะนำของบุคคลอื่น
ก่อนใช้ยา ควรรู้ว่ายาคืออะไร ใช้เพื่ออะไร รับประทานอย่างไร และมีข้อควรระวังอะไร ไม่ควรเพิ่มขนาดยา ใช้ยาของคนอื่น หรือหยุดยาที่แพทย์สั่งด้วยตัวเอง หากไม่แน่ใจควรปรึกษาเภสัชกร และหากอาการรุนแรง ไม่ดีขึ้น หรือมีอาการผิดปกติหลังใช้ยา ควรพบแพทย์เพื่อรับการประเมินอย่างเหมาะสม
จัดทำโดย: ภก. วิมาน อัคคพานิช
แหล่งอ้างอิง
- World Health Organization. 5 Moments for Medication Safety
- U.S. Food and Drug Administration. Use Medicines Wisely
- MedlinePlus, U.S. National Library of Medicine. Using Over-the-Counter Medicines Safely
TH
EN
CN
JAP
AR