โรคหูชั้นนอกอักเสบ (Otitis Externa): อาการ สาเหตุ การรักษา และวิธีป้องกัน
อาการปวดหู คันภายในช่องหู หรือรู้สึกหูอื้อหลังว่ายน้ำและอาบน้ำ อาจเป็นสัญญาณของโรคหูชั้นนอกอักเสบ (Otitis Externa) ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ โดยเฉพาะผู้ที่สัมผัสน้ำบ่อยหรือมีพฤติกรรมทำความสะอาดหูด้วยอุปกรณ์ที่อาจทำให้ผิวหนังภายในช่องหูบาดเจ็บ
แม้โรคหูชั้นนอกอักเสบส่วนใหญ่สามารถรักษาได้ แต่หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาการอักเสบอาจรุนแรงขึ้น ส่งผลให้เกิดอาการปวดมาก ช่องหูบวม และการได้ยินลดลงชั่วคราว
การทำความเข้าใจสาเหตุ อาการ และแนวทางการดูแลรักษาจึงมีความสำคัญ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ
โรคหูชั้นนอกอักเสบ (Otitis Externa) คืออะไร?
โรคหูชั้นนอกอักเสบ (Otitis Externa) คือ ภาวะอักเสบของผิวหนังบริเวณช่องหูชั้นนอก ซึ่งเป็นส่วนที่เชื่อมระหว่างใบหูกับเยื่อแก้วหู โดยอาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา หรือการระคายเคืองของผิวหนังภายในช่องหู
โรคนี้มักเรียกว่า Swimmer’s Ear หรือโรคหูอักเสบจากการว่ายน้ำ เนื่องจากพบได้บ่อยในผู้ที่ว่ายน้ำหรือสัมผัสน้ำเป็นประจำ
เมื่อมีน้ำสะสมอยู่ภายในช่องหูเป็นเวลานาน ความชื้นอาจทำให้กลไกป้องกันตามธรรมชาติของผิวหนังในช่องหูลดลง ส่งผลให้เชื้อจุลชีพเจริญเติบโตและก่อให้เกิดการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
โรคหูชั้นนอกอักเสบแตกต่างจากโรคหูชั้นกลางอักเสบ (Otitis Media) เนื่องจากเกิดขึ้นคนละตำแหน่ง โดยหูชั้นกลางอักเสบเกิดบริเวณด้านหลังเยื่อแก้วหู ส่วนหูชั้นนอกอักเสบเกิดบริเวณช่องหูด้านนอก
สาเหตุของโรคหูชั้นนอกอักเสบ
โรคหูชั้นนอกอักเสบสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยปัจจัยสำคัญเกี่ยวข้องกับความชื้น การติดเชื้อ และความเสียหายของผิวหนังภายในช่องหู
การติดเชื้อแบคทีเรีย
การติดเชื้อแบคทีเรียเป็นสาเหตุที่พบบ่อยของโรคหูชั้นนอกอักเสบเฉียบพลัน โดยเชื้อที่เกี่ยวข้อง ได้แก่
- Pseudomonas aeruginosa เป็นแบคทีเรียที่พบได้ในสิ่งแวดล้อมที่มีความชื้น
- Staphylococcus aureus เป็นแบคทีเรียที่อาจพบได้ตามผิวหนังและก่อให้เกิดการติดเชื้อเมื่อผิวหนังมีความเสียหาย
เมื่อเชื้อแบคทีเรียเพิ่มจำนวนภายในช่องหู อาจทำให้เกิดอาการบวม แดง ปวด และมีของเหลวไหลออกจากหู
การติดเชื้อรา
เชื้อราบางชนิด เช่น Aspergillus และ Candida สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อในช่องหูได้ โดยเฉพาะในผู้ที่มีความชื้นสะสมภายในหูหรือมีปัจจัยที่ทำให้สมดุลของจุลชีพในช่องหูเปลี่ยนแปลง
ผู้ป่วยอาจมีอาการคันหูเด่นชัด รู้สึกอุดตันภายในช่องหู หรือมีสิ่งคัดหลั่งผิดปกติ
การมีน้ำสะสมภายในช่องหู
การว่ายน้ำ อาบน้ำ หรือทำกิจกรรมที่ทำให้มีน้ำเข้าสู่ช่องหูบ่อยครั้ง อาจทำให้ผิวหนังภายในช่องหูเปียกชื้นเป็นเวลานาน
ความชื้นที่สะสมอาจรบกวนชั้นผิวหนังและขี้หูที่ทำหน้าที่ป้องกันการติดเชื้อตามธรรมชาติ ส่งผลให้เกิดการอักเสบได้ง่ายขึ้น
การแคะหูหรือทำความสะอาดหูอย่างรุนแรง
การใช้สำลีก้าน กิ๊บติดผม หรืออุปกรณ์อื่น ๆ แหย่เข้าไปภายในช่องหู อาจทำให้ผิวหนังเกิดรอยถลอกขนาดเล็ก
รอยถลอกเหล่านี้อาจเป็นช่องทางให้เชื้อจุลชีพเข้าสู่ผิวหนังและก่อให้เกิดการติดเชื้อ นอกจากนี้ การทำความสะอาดหูบ่อยเกินไปอาจทำให้ขี้หูซึ่งมีบทบาทในการปกป้องช่องหูตามธรรมชาติลดลง
โรคผิวหนังและการระคายเคือง
ผู้ที่มีโรคผิวหนังบางชนิด เช่น
- โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Eczema)
- โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis)
- ผิวหนังอักเสบจากการสัมผัสสารระคายเคือง
อาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดหูชั้นนอกอักเสบมากขึ้น เนื่องจากผิวหนังบริเวณช่องหูมีความไวต่อการระคายเคืองและอาจสูญเสียความสามารถในการป้องกันเชื้อโรค
อาการของโรคหูชั้นนอกอักเสบ
อาการของโรคหูชั้นนอกอักเสบอาจแตกต่างกันตามสาเหตุและความรุนแรงของการอักเสบ อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่
- ปวดหู: อาจปวดมากขึ้นเมื่อดึงใบหูหรือกดบริเวณกระดูกอ่อนด้านหน้ารูหู
- คันภายในช่องหู: อาจเป็นอาการเริ่มต้นของการอักเสบ
- ช่องหูบวมแดง: เกิดจากการอักเสบของผิวหนังภายในช่องหู
- มีของเหลวไหลจากหู: อาจเป็นของเหลวใสหรือสิ่งคัดหลั่งที่มีลักษณะคล้ายหนอง
- หูอื้อหรือการได้ยินลดลง: อาจเกิดจากช่องหูบวมและมีสิ่งคัดหลั่งอุดตัน
- รู้สึกแน่นหรืออุดตันภายในหู: อาจเกิดร่วมกับอาการปวดหรือคัน
- เจ็บหูขณะเคี้ยวอาหาร: การเคลื่อนไหวของขากรรไกรอาจกระตุ้นให้รู้สึกเจ็บบริเวณช่องหู
ในบางราย อาการอาจเริ่มจากการคันเล็กน้อยก่อนพัฒนาเป็นอาการปวดและบวมมากขึ้น
โรคหูชั้นนอกอักเสบอันตรายหรือไม่?
โรคหูชั้นนอกอักเสบส่วนใหญ่ไม่ใช่ภาวะรุนแรง และมักตอบสนองต่อการรักษาอย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม หากมีการติดเชื้อรุนแรงหรือไม่ได้รับการรักษา อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น
ช่องหูบวมจนเกิดการอุดตัน
การอักเสบที่รุนแรงอาจทำให้ช่องหูบวมแคบลง ส่งผลให้มีอาการหูอื้อและการได้ยินลดลงชั่วคราว
การติดเชื้อลุกลามไปยังเนื้อเยื่อรอบหู
ในบางราย การติดเชื้ออาจแพร่กระจายออกจากช่องหู ทำให้เกิดอาการบวมแดงหรือเจ็บบริเวณใบหูและผิวหนังโดยรอบ
การติดเชื้อรุนแรงบริเวณฐานกะโหลกศีรษะ
ภาวะนี้เรียกว่า Necrotizing Otitis Externa เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบไม่บ่อย แต่มีความรุนแรง โดยการติดเชื้ออาจลุกลามไปยังกระดูกบริเวณฐานกะโหลกศีรษะ ภาวะดังกล่าวพบได้มากขึ้นในผู้ป่วยโรคเบาหวาน โดยเฉพาะผู้ที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ป่วยกลุ่มนี้จึงควรได้รับการประเมินจากแพทย์ตั้งแต่ระยะแรกเมื่อมีอาการผิดปกติ
ใครมีความเสี่ยงต่อโรคหูชั้นนอกอักเสบ?
แม้โรคหูชั้นนอกอักเสบสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่บางกลุ่มอาจมีความเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไป ได้แก่
- ผู้ที่ว่ายน้ำหรือทำกิจกรรมทางน้ำเป็นประจำ
- ผู้ที่มีน้ำหรือความชื้นสะสมภายในช่องหูบ่อยครั้ง
- ผู้ที่ใช้สำลีก้านหรืออุปกรณ์แคะหูเป็นประจำ
- ผู้ที่มีโรคผิวหนังบริเวณช่องหู
- ผู้ที่ใช้เครื่องช่วยฟังหรืออุปกรณ์อุดช่องหูเป็นเวลานาน
- ผู้ที่มีประวัติหูชั้นนอกอักเสบซ้ำ
- ผู้ป่วยโรคเบาหวาน
- ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
การลดปัจจัยเสี่ยงที่สามารถปรับเปลี่ยนได้อาจช่วยลดโอกาสเกิดโรคและการกลับมาเป็นซ้ำ
อาการแบบไหนควรรีบไปโรงพยาบาล?
ผู้ที่มีอาการปวดหู คันหู หรือมีของเหลวไหลจากหูควรเข้ารับการตรวจเพื่อประเมินสาเหตุ โดยเฉพาะเมื่ออาการไม่ดีขึ้นหรือมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น อาการที่ควรรีบไปโรงพยาบาล ได้แก่
- ปวดหูรุนแรงหรือปวดมากขึ้นอย่างรวดเร็ว
- มีไข้ร่วมกับอาการปวดหูหรือมีหนองไหลจากหู
- มีอาการบวมแดงลุกลามไปยังใบหูหรือบริเวณรอบหู
- การได้ยินลดลงอย่างชัดเจน
- มีอาการเวียนศีรษะรุนแรง
- มีอาการกล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรงหรือใบหน้าเบี้ยว
โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเบาหวานหรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง หากมีอาการปวดหูรุนแรงหรือปวดต่อเนื่อง โดยเฉพาะเวลากลางคืน ควรรีบพบแพทย์เพื่อประเมินภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
แพทย์วินิจฉัยโรคหูชั้นนอกอักเสบอย่างไร?
การวินิจฉัยโรคหูชั้นนอกอักเสบส่วนใหญ่สามารถทำได้จากการซักประวัติและตรวจร่างกาย แพทย์อาจประเมินด้วยวิธีต่อไปนี้
การซักประวัติอาการ
แพทย์อาจสอบถามเกี่ยวกับอาการปวดหู คันหู ระยะเวลาที่เริ่มมีอาการ ประวัติการว่ายน้ำ การแคะหู และโรคประจำตัว
การตรวจช่องหูด้วยเครื่องส่องหู
แพทย์อาจใช้เครื่องส่องหู (Otoscope) เพื่อตรวจดูความผิดปกติภายในช่องหู เช่น
- ผิวหนังบวมแดง
- สิ่งคัดหลั่งหรือหนอง
- การอุดตันภายในช่องหู
- ลักษณะของเยื่อแก้วหู
การตรวจดังกล่าวช่วยแยกโรคหูชั้นนอกอักเสบออกจากโรคหูชั้นกลางอักเสบและความผิดปกติอื่น ๆ
การตรวจเพิ่มเติม
ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง เป็นซ้ำบ่อย หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษา แพทย์อาจพิจารณาเก็บตัวอย่างสิ่งคัดหลั่งเพื่อตรวจหาเชื้อ หากสงสัยการติดเชื้อที่ลุกลามไปยังเนื้อเยื่อหรือกระดูกบริเวณใกล้เคียง อาจจำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติมด้วยวิธีทางรังสีวินิจฉัยตามความเหมาะสม
แนวทางการรักษาโรคหูชั้นนอกอักเสบ
การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุ ความรุนแรงของอาการ และปัจจัยสุขภาพของผู้ป่วย
การใช้ยาหยอดหู
ยาหยอดหูเป็นแนวทางการรักษาหลักสำหรับโรคหูชั้นนอกอักเสบเฉียบพลันที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาหยอดหูประเภทต่าง ๆ เช่น
- ยาหยอดหูที่มีส่วนประกอบของยาปฏิชีวนะ สำหรับการติดเชื้อแบคทีเรีย
- ยาหยอดหูที่มีสารช่วยลดการอักเสบ
- ยาหยอดหูต้านเชื้อรา ในกรณีที่ตรวจพบหรือสงสัยการติดเชื้อรา
- ยาหยอดหูชนิดอื่นตามสาเหตุและลักษณะการอักเสบ
การเลือกใช้ยาต้องคำนึงถึงสภาพเยื่อแก้วหูด้วย เนื่องจากยาหยอดหูบางชนิดไม่เหมาะสำหรับผู้ที่มีเยื่อแก้วหูทะลุ จึงไม่ควรซื้อยาหยอดหูมาใช้เองโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกร
การใช้ยาบรรเทาอาการปวด
ในผู้ป่วยที่มีอาการปวด แพทย์อาจแนะนำยาแก้ปวดตามความเหมาะสม โดยพิจารณาจากอายุ โรคประจำตัว และข้อควรระวังในการใช้ยา
การทำความสะอาดช่องหูโดยบุคลากรทางการแพทย์
หากมีสิ่งคัดหลั่งหรือเศษผิวหนังสะสมภายในช่องหู แพทย์อาจทำความสะอาดช่องหูด้วยวิธีที่เหมาะสม ในกรณีที่ช่องหูบวมมากจนยาหยอดหูเข้าไปได้ยาก อาจจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ช่วยนำยาเข้าสู่ช่องหู
การใช้ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน
โดยทั่วไป โรหูชั้นนอกอักเสบที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทาน อย่างไรก็ตาม หากการติดเชื้อลุกลามออกนอกช่องหู หรือผู้ป่วยมีปัจจัยเสี่ยงบางประการ แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานหรือยาฉีดตามความจำเป็น ผู้ป่วยควรใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด และไม่ควรหยุดหรือเปลี่ยนยาเอง
วิธีดูแลตัวเองเมื่อเป็นโรคหูชั้นนอกอักเสบ
การดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมระหว่างการรักษาอาจช่วยลดการระคายเคืองและสนับสนุนการฟื้นตัวของผิวหนังภายในช่องหู แนวทางที่ควรปฏิบัติ ได้แก่
หลีกเลี่ยงไม่ให้น้ำเข้าหู
ควรงดว่ายน้ำระหว่างที่มีอาการ และระมัดระวังไม่ให้น้ำหรือแชมพูเข้าสู่ช่องหูขณะอาบน้ำ
ไม่แคะหูหรือใช้สำลีก้านภายในช่องหู
การแคะหูอาจทำให้ผิวหนังที่กำลังอักเสบเกิดการบาดเจ็บเพิ่มเติม และเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
ใช้ยาหยอดหูตามคำแนะนำ
หากแพทย์สั่งยาหยอดหู ควรใช้ตามวิธีและระยะเวลาที่กำหนด เพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพ
หลีกเลี่ยงอุปกรณ์ที่ทำให้ช่องหูระคายเคือง
ควรหลีกเลี่ยงการใช้หูฟังชนิดสอดหูหรืออุปกรณ์อื่นที่สัมผัสช่องหู หากทำให้เกิดอาการเจ็บหรือระคายเคือง
ไม่ใช้น้ำยาหรือสารต่าง ๆ หยอดหูเอง
ไม่ควรใช้น้ำมัน แอลกอฮอล์ น้ำส้มสายชู หรือสารอื่น ๆ หยอดหูเพื่อรักษาอาการโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะเมื่อไม่ทราบว่าเยื่อแก้วหูมีความผิดปกติหรือไม่
วิธีป้องกันโรคหูชั้นนอกอักเสบ
การป้องกันโรคหูชั้นนอกอักเสบสามารถทำได้โดยลดความชื้นและหลีกเลี่ยงการทำให้ผิวหนังภายในช่องหูบาดเจ็บ
ทำให้หูแห้งหลังสัมผัสน้ำ
หลังว่ายน้ำหรืออาบน้ำ ควรเอียงศีรษะให้หูแต่ละข้างคว่ำลง เพื่อช่วยให้น้ำไหลออกจากช่องหู สามารถใช้ผ้าสะอาดเช็ดบริเวณใบหูและรอบช่องหูด้านนอกได้ โดยไม่ควรสอดผ้าเข้าไปภายในช่องหู
หลีกเลี่ยงการแคะหู
ขี้หูมีหน้าที่ช่วยปกป้องผิวหนังภายในช่องหูจากสิ่งสกปรกและเชื้อจุลชีพบางชนิด การกำจัดขี้หูโดยไม่จำเป็นอาจทำให้กลไกป้องกันตามธรรมชาติลดลง
ใช้อุปกรณ์ป้องกันน้ำเข้าหูอย่างเหมาะสม
ผู้ที่ว่ายน้ำเป็นประจำอาจพิจารณาใช้อุปกรณ์ป้องกันน้ำเข้าหูที่มีขนาดเหมาะสมและไม่ทำให้เกิดการระคายเคือง
ดูแลอุปกรณ์ที่สัมผัสช่องหู
ควรรักษาความสะอาดของเครื่องช่วยฟังและอุปกรณ์ที่สัมผัสบริเวณช่องหู รวมถึงหลีกเลี่ยงการใช้งานเมื่อเกิดการระคายเคือง
ดูแลโรคผิวหนังที่เป็นปัจจัยเสี่ยง
ผู้ที่มีโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังหรือโรคสะเก็ดเงินบริเวณช่องหูควรได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม เพื่อลดการอักเสบและการกลับมาเป็นซ้ำ
โรคหูชั้นนอกอักเสบใช้เวลารักษานานเท่าไร?
ระยะเวลาการรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของโรค ผู้ป่วยหูชั้นนอกอักเสบเฉียบพลันที่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมมักเริ่มมีอาการดีขึ้นภายใน 48–72 ชั่วโมง และหลายรายอาจฟื้นตัวภายในประมาณ 7–10 วัน
อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางรายอาจต้องใช้เวลารักษานานกว่านั้น โดยเฉพาะผู้ที่มีการติดเชื้อรุนแรง มีโรคผิวหนังร่วมด้วย หรือมีภาวะหูชั้นนอกอักเสบเรื้อรัง
หากได้รับการรักษาแล้วอาการไม่ดีขึ้นภายใน 48–72 ชั่วโมง ควรกลับไปพบแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุและแนวทางการรักษาอีกครั้ง
สรุป
โรคหูชั้นนอกอักเสบ (Otitis Externa) เป็นภาวะอักเสบของช่องหูชั้นนอกที่อาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา หรือการระคายเคืองของผิวหนัง โดยมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ ความชื้นสะสมภายในช่องหู การแคะหู และโรคผิวหนังบางชนิด
อาการที่พบบ่อย ได้แก่ ปวดหู คันหู ช่องหูบวมแดง มีของเหลวไหลจากหู และการได้ยินลดลงชั่วคราว ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถรักษาได้ด้วยยาหยอดหูและการดูแลช่องหูอย่างเหมาะสม แต่ผู้ที่มีอาการรุนแรงหรือมีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน ควรได้รับการประเมินจากแพทย์อย่างรวดเร็ว
การรักษาความแห้งของช่องหู หลีกเลี่ยงการแคะหู และดูแลสุขอนามัยอย่างเหมาะสม เป็นแนวทางสำคัญที่อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคและการกลับมาเป็นซ้ำ
จัดทำโดย: ภญ. ปุณยนุช อังคะนาวิน
TH
EN
CN
JAP
AR