ฉีดวัคซีนฟรี

ไข้ผื่นกุหลาบ (Roseola) คืออะไร

5 จำนวนผู้เข้าชม |

19/10/2026


ไข้ผื่นกุหลาบ (Roseola) อาการ สาเหตุ และการดูแลรักษา

ไข้ผื่นกุหลาบ (Roseola): อาการ สาเหตุ และการดูแลรักษา

เด็กมีไข้สูงอยู่หลายวัน แต่ยังไม่มีผื่นให้เห็น แล้วพอไข้เริ่มลงกลับมีผื่นสีชมพูขึ้นตามลำตัว แบบนี้เกิดจากอะไร?

รูปแบบอาการลักษณะนี้สามารถพบได้ใน ไข้ผื่นกุหลาบ (Roseola) ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่พบได้บ่อยในเด็กเล็ก โดยเฉพาะช่วงอายุประมาณ 6 เดือนถึง 2 ปี

สิ่งที่ทำให้ผู้ปกครองสับสนได้คือ ช่วงแรกของโรคอาจมีเพียงไข้สูง โดยยังไม่มีผื่นให้สังเกต จึงอาจดูคล้ายกับการติดเชื้อชนิดอื่น เมื่อไข้ลดลงแล้วจึงเริ่มเห็นผื่นตามมา

แม้ไข้ผื่นกุหลาบส่วนใหญ่มักดีขึ้นได้เอง แต่การรู้ว่าควรสังเกตอะไรและอาการแบบไหนควรพาเด็กไปพบแพทย์ จะช่วยให้ดูแลเด็กได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น

ไข้ผื่นกุหลาบ (Roseola) คืออะไร

ไข้ผื่นกุหลาบ หรือ Roseola infantum เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่พบมากในทารกและเด็กเล็ก บางครั้งอาจเรียกว่า Exanthem subitum หรือ Sixth disease

สาเหตุส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับเชื้อ Human Herpesvirus 6 (HHV-6) และบางรายอาจเกิดจาก Human Herpesvirus 7 (HHV-7)

แม้ชื่อเชื้อจะอยู่ในกลุ่ม Herpesvirus แต่ไม่ได้หมายความว่าเด็กเป็นโรคเริม เพราะเป็นไวรัสคนละชนิดกับเชื้อที่ทำให้เกิดเริมบริเวณปากหรืออวัยวะเพศ ลักษณะที่มักพบในโรคนี้คือ เด็กมีไข้สูงอยู่ช่วงหนึ่ง จากนั้นเมื่อไข้ลดลงจึงเริ่มมีผื่นขึ้นตามร่างกาย

ไข้ผื่นกุหลาบติดต่อกันได้อย่างไร

เชื้อที่ทำให้เกิดไข้ผื่นกุหลาบสามารถแพร่ผ่านสารคัดหลั่ง เช่น น้ำลาย รวมถึงฝอยละอองจากทางเดินหายใจขณะไอหรือจาม และการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีเชื้อ

เด็กอาจได้รับเชื้อจากผู้ที่ดูแข็งแรงและไม่มีอาการป่วยชัดเจนได้เช่นกัน เพราะเชื้อไวรัสสามารถอยู่ในร่างกายของผู้ที่เคยติดเชื้อมาก่อน หลังจากได้รับเชื้อ อาจใช้เวลาประมาณ 1–2 สัปดาห์ก่อนเริ่มมีอาการ

อาการของไข้ผื่นกุหลาบเป็นอย่างไร

อาการไม่ได้เหมือนกันในเด็กทุกคน แต่โดยทั่วไปมักสังเกตได้เป็น 2 ช่วง คือช่วงที่มีไข้ และช่วงที่ผื่นเริ่มขึ้น

ช่วงแรก เด็กอาจมีไข้สูงโดยยังไม่มีผื่น

ไข้มักเกิดขึ้นค่อนข้างรวดเร็ว และอาจสูงกว่า 39 องศาเซลเซียส โดยอาจเป็นต่อเนื่องประมาณ 3–5 วัน เด็กบางคนยังดูค่อนข้างปกติแม้มีไข้สูง ขณะที่บางรายอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น

  • งอแงหรือหงุดหงิดมากขึ้น
  • เบื่ออาหาร
  • มีน้ำมูกหรือไอเล็กน้อย
  • เจ็บคอ
  • ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอโต
  • ถ่ายเหลวเล็กน้อย
  • หนังตาบวมเล็กน้อย

เด็กบางรายอาจมีเพียงไข้สูงโดยไม่มีอาการอื่นให้สังเกตชัดเจน

หลังไข้ลด ผื่นจึงเริ่มขึ้น

สิ่งที่ค่อนข้างเป็นลักษณะเฉพาะของไข้ผื่นกุหลาบคือ ผื่นมักเริ่มขึ้นหลังจากไข้ลดลงหรือหายแล้ว ผื่นอาจมีลักษณะเป็นจุดหรือปื้นขนาดเล็ก สีชมพูถึงแดง บางจุดอาจแบนราบหรือมีลักษณะนูนขึ้นเล็กน้อย บริเวณที่มักเริ่มเห็นผื่น ได้แก่

  • หน้าอก
  • หน้าท้อง
  • หลัง

จากนั้นผื่นอาจกระจายไปบริเวณคอ แขน หรือขา โดยทั่วไปผื่นไม่ค่อยทำให้เด็กคันหรือเจ็บ และมักค่อย ๆ จางลงเองภายในประมาณ 1–3 วันโดยไม่ทิ้งรอยไว้ อย่างไรก็ตาม เด็กที่ติดเชื้อบางคนอาจไม่มีผื่นให้เห็นชัดเจนก็ได้

มีไข้แล้วมีผื่น แปลว่าเป็นไข้ผื่นกุหลาบเสมอหรือไม่

ไม่เสมอไป แม้รูปแบบ “มีไข้สูงก่อน แล้วผื่นตามมาหลังไข้ลด” จะทำให้นึกถึงไข้ผื่นกุหลาบได้ แต่ไม่ควรวินิจฉัยโรคจากผื่นเพียงอย่างเดียว

โรคติดเชื้อหลายชนิดสามารถทำให้เด็กมีทั้งไข้และผื่นได้ เช่น โรคหัดหรือการติดเชื้อไวรัสชนิดอื่น โดยเฉพาะหากเด็กยังมีไข้สูงพร้อมกับผื่น มีอาการซึมผิดปกติ หรือผื่นมีลักษณะที่แตกต่างออกไป ควรให้แพทย์ตรวจเพื่อหาสาเหตุที่เหมาะสม

ทำไมต้องระวังอาการชักจากไข้

เด็กบางรายที่เป็นไข้ผื่นกุหลาบอาจเกิด ภาวะชักจากไข้ (Febrile seizure) ซึ่งสัมพันธ์กับช่วงที่เด็กมีไข้สูงหรืออุณหภูมิร่างกายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะชัก เด็กอาจมีอาการ เช่น

  • ตัวแข็ง
  • แขนหรือขากระตุก
  • ตาเหลือก
  • ไม่ตอบสนองหรือหมดสติชั่วคราว

หากเด็กมีอาการชัก ควรจัดให้นอนตะแคงในบริเวณที่ปลอดภัย และไม่ควรนำช้อน นิ้วมือ หรือสิ่งของใด ๆ ใส่เข้าไปในปาก ควรพาเด็กไปพบแพทย์ โดยเฉพาะหากเป็นการชักครั้งแรก ชักนานผิดปกติ หรือเด็กไม่กลับมาเป็นปกติหลังจากหยุดชัก

อาการแบบไหนควรรีบไปโรงพยาบาล

แม้ไข้ผื่นกุหลาบส่วนใหญ่มักไม่รุนแรง แต่ไม่ควรรอดูอาการหากพบความผิดปกติบางอย่าง ควรรีบพาเด็กไปโรงพยาบาลหากมีอาการ เช่น

  • มีอาการชัก โดยเฉพาะหากเป็นการชักครั้งแรก
  • ซึมมาก ปลุกตื่นยาก หรือตอบสนองต่างจากปกติ
  • หายใจลำบาก หายใจเร็วผิดปกติ หรือมีอาการเขียว
  • ไม่ยอมดื่มนมหรือน้ำ
  • มีสัญญาณของภาวะขาดน้ำ เช่น ปัสสาวะน้อย ปากแห้ง หรือร้องไห้แล้วไม่มีน้ำตา
  • มีผื่นสีแดงหรือม่วงที่กดแล้วสีไม่จาง
  • มีไข้นานประมาณ 5 วันหรือมากกว่า
  • ไข้กลับมาสูงอีกครั้งหลังจากเคยลดลงแล้ว
  • เด็กอายุต่ำกว่า 3 เดือนมีอุณหภูมิ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป
  • เด็กอายุประมาณ 3–6 เดือนมีไข้สูงประมาณ 39 องศาเซลเซียสขึ้นไป

หากผู้ปกครองรู้สึกว่าเด็กมีอาการผิดไปจากปกติอย่างชัดเจน แม้จะไม่ตรงกับรายการข้างต้น ก็ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินเพิ่มเติม

แพทย์วินิจฉัยไข้ผื่นกุหลาบอย่างไร

ส่วนใหญ่แพทย์จะประเมินจากประวัติ อาการ และการตรวจร่างกาย โดยรูปแบบที่ช่วยประกอบการวินิจฉัยคือ เด็กมีไข้สูงอยู่หลายวัน แล้วไข้ลดลงก่อนที่จะเริ่มมีผื่นบริเวณลำตัว สิ่งสำคัญคือการตรวจเพื่อแยกโรคอื่นที่อาจทำให้เด็กมีไข้หรือมีผื่นในลักษณะคล้ายกัน

หากเด็กมีสุขภาพโดยรวมดีและอาการเข้าได้กับไข้ผื่นกุหลาบ โดยทั่วไปอาจไม่จำเป็นต้องตรวจเลือดเพื่อยืนยันเชื้อ แต่หากอาการไม่เป็นไปตามลักษณะทั่วไป มีไข้นาน หรือแพทย์สงสัยสาเหตุอื่น อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติมตามความเหมาะสม

ไข้ผื่นกุหลาบรักษาอย่างไร

ไข้ผื่นกุหลาบเกิดจากเชื้อไวรัส และในเด็กสุขภาพดีส่วนใหญ่มักหายได้เอง จึงไม่มีการรักษาเฉพาะสำหรับโรคนี้ในกรณีทั่วไป การดูแลหลักเน้นให้เด็กสบายตัวและได้รับของเหลวเพียงพอ เช่น

  • ให้พักผ่อนอย่างเพียงพอ
  • ให้ดื่มน้ำ นม หรือของเหลวให้เหมาะสมกับช่วงวัย
  • เลือกเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี และไม่ห่มผ้าหนาเกินไป

หากเด็กมีไข้และรู้สึกไม่สบายตัว อาจใช้ยาลดไข้สำหรับเด็กตามอายุและน้ำหนัก ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ เภสัชกร หรือฉลากยา ไม่ควรให้ยาแอสไพรินแก่เด็กโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์

ส่วนยาปฏิชีวนะไม่สามารถรักษาไข้ผื่นกุหลาบได้ เพราะยาปฏิชีวนะใช้รักษาการติดเชื้อแบคทีเรีย ขณะที่ไข้ผื่นกุหลาบเกิดจากไวรัส

ผื่นจากไข้ผื่นกุหลาบต้องทายาหรือไม่

โดยทั่วไปไม่จำเป็น ผื่นของไข้ผื่นกุหลาบมักไม่ทำให้คันหรือเจ็บ และสามารถค่อย ๆ หายไปเอง จึงมักไม่จำเป็นต้องใช้ครีมหรือยาทาผื่น แต่หากผื่นมีลักษณะผิดไปจากที่กล่าวมา เช่น มีตุ่มน้ำ มีแผล เจ็บหรือคันมาก กระจายอย่างรวดเร็ว หรือผื่นขึ้นในขณะที่เด็กยังมีไข้สูง ควรให้แพทย์ประเมินเพื่อหาสาเหตุอื่น

ลดโอกาสแพร่เชื้อได้อย่างไร

ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่ใช้ป้องกันไข้ผื่นกุหลาบโดยเฉพาะ การรักษาสุขอนามัยจึงเป็นวิธีที่ช่วยลดโอกาสแพร่เชื้อได้ เช่น

  • ล้างมือของเด็กและผู้ดูแลเป็นประจำ
  • ไม่ใช้แก้วน้ำ ช้อน หรือของใช้ที่สัมผัสน้ำลายร่วมกัน
  • ปิดปากและจมูกเมื่อไอหรือจาม
  • ทำความสะอาดสิ่งของและพื้นผิวที่เด็กสัมผัสบ่อย
  • ให้เด็กพักอยู่บ้านในช่วงที่ยังมีไข้

เมื่อเด็กไม่มีไข้มาแล้วประมาณ 24 ชั่วโมงและสุขภาพโดยรวมดีขึ้น โดยทั่วไปสามารถกลับไปสถานรับเลี้ยงเด็กหรือโรงเรียนได้ แม้ว่าผื่นอาจยังไม่จางหมด

เด็กกลุ่มไหนควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษ

ควรปรึกษาแพทย์เร็วขึ้นหากเด็กอยู่ในกลุ่มที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เช่น

  • ทารกอายุน้อย โดยเฉพาะอายุต่ำกว่า 3 เดือน
  • เด็กที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  • เด็กที่กำลังใช้ยากดภูมิคุ้มกัน
  • เด็กที่มีโรคประจำตัว
  • เด็กที่รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำน้อยลงอย่างชัดเจน
  • มีไข้ต่อเนื่องหรือไข้กลับมาอีกครั้ง
  • เคยมีหรือกำลังมีอาการชัก
  • มีผื่นหรืออาการที่ไม่เป็นไปตามลักษณะทั่วไปของไข้ผื่นกุหลาบ

โดยเฉพาะในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง การติดเชื้อ HHV-6 อาจมีอาการหรือความรุนแรงแตกต่างจากเด็กที่มีภูมิคุ้มกันปกติ จึงควรได้รับการประเมินจากแพทย์อย่างเหมาะสม

สรุป

ไข้ผื่นกุหลาบ (Roseola) เป็นการติดเชื้อไวรัสที่พบได้บ่อยในทารกและเด็กเล็ก ลักษณะที่มักพบคือ มีไข้สูงประมาณ 3–5 วัน ก่อนที่ไข้จะลดลงและเริ่มมีผื่นสีชมพูหรือแดงตามลำตัว

เด็กส่วนใหญ่มักดีขึ้นได้เอง โดยเน้นการพักผ่อน ให้ได้รับน้ำหรือของเหลวเพียงพอ และดูแลอาการไข้ตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์ อย่างไรก็ตาม ไข้สูงในเด็กไม่ได้หมายถึงไข้ผื่นกุหลาบเสมอไป หากเด็กมีอาการชัก ซึมผิดปกติ หายใจลำบาก ดื่มน้ำน้อย มีสัญญาณขาดน้ำ หรือมีอาการอื่นที่น่าเป็นห่วง ควรพาไปพบแพทย์เพื่อประเมินโดยไม่ควรรอให้ผื่นขึ้นก่อน

จัดทำโดย: ภญ. ปุณยนุช อังคะนาวิน

แหล่งอ้างอิง

  1. Mayo Clinic. Roseola – Symptoms & Causes
  2. NHS. Roseola
  3. National Library of Medicine, NCBI Bookshelf. Roseola Infantum

© 2026 Siammerx Co., Ltd