ฉีดวัคซีนฟรี

โรคมือ เท้า ปาก คืออะไร อาการ สาเหตุ และวิธีป้องกัน

26 จำนวนผู้เข้าชม |

17/06/2026


โรคมือ เท้า ปาก คืออะไร อาการ สาเหตุ และวิธีป้องกัน

โรคมือ เท้า ปาก (HFMD)

โรคมือ เท้า ปาก หรือ Hand, Foot, and Mouth Disease เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่พบได้บ่อยในเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี โรคนี้มักพบการระบาดในสถานที่ที่เด็กอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก เช่น โรงเรียนอนุบาล ศูนย์เด็กเล็ก หรือสถานรับเลี้ยงเด็ก

แม้โรคมือ เท้า ปากส่วนใหญ่มักมีอาการไม่รุนแรงและสามารถหายได้เองภายในประมาณ 7-10 วัน แต่โรคนี้ติดต่อได้ง่าย โดยเฉพาะในช่วงแรกของการป่วย เด็กบางรายอาจมีแผลในปากจนรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำได้น้อยลง ทำให้เสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำได้

การรู้จักอาการ สาเหตุ วิธีติดต่อ แนวทางดูแลเบื้องต้น และสัญญาณที่ควรพาเด็กไปพบแพทย์ จึงมีความสำคัญสำหรับผู้ปกครองและผู้ดูแลเด็ก


โรคมือ เท้า ปาก คืออะไร

โรคมือ เท้า ปาก เป็นโรคติดเชื้อไวรัสในกลุ่มเอนเทอโรไวรัสที่ไม่ใช่โปลิโอ โดยเชื้อที่พบบ่อย ได้แก่ Coxsackievirus A16 และเชื้อเอนเทอโรไวรัสชนิดอื่น ๆ

โรคนี้มักทำให้เกิดไข้ เจ็บคอ แผลหรือตุ่มน้ำในปาก และผื่นหรือตุ่มบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า บางรายอาจมีผื่นบริเวณก้น ขา หรือส่วนอื่นของร่างกายร่วมด้วย

โรคมือ เท้า ปากไม่ใช่โรคเดียวกับโรคปากและเท้าเปื่อยในสัตว์ แม้ชื่อภาษาไทยอาจฟังคล้ายกัน แต่เป็นโรคคนละชนิด และเกิดจากเชื้อคนละกลุ่ม


ทำไมโรคมือ เท้า ปากจึงพบบ่อยในเด็กเล็ก

เด็กเล็กมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันยังอยู่ระหว่างการพัฒนา อีกทั้งเด็กวัยนี้มักมีพฤติกรรมหยิบของเล่นเข้าปาก ใช้ของร่วมกัน และสัมผัสใกล้ชิดกับเพื่อนในโรงเรียนหรือสถานรับเลี้ยงเด็ก

นอกจากนี้ การเปลี่ยนผ้าอ้อม การใช้ห้องน้ำร่วมกัน และการทำความสะอาดมือที่ยังไม่ทั่วถึง อาจทำให้เชื้อแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น โรคนี้จึงมักพบเป็นกลุ่มก้อนหรือเกิดการระบาดในสถานศึกษาและศูนย์เด็กเล็ก

แม้จะพบบ่อยในเด็ก แต่ผู้ใหญ่ก็สามารถติดเชื้อได้เช่นกัน โดยบางรายอาจมีอาการน้อยหรือไม่มีอาการ แต่ยังสามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้


สาเหตุของโรคมือ เท้า ปาก

โรคมือ เท้า ปากเกิดจากการติดเชื้อไวรัสในกลุ่มเอนเทอโรไวรัส โดยเชื้อที่มักพบเป็นสาเหตุ ได้แก่ Coxsackievirus A16 และ Enterovirus 71 รวมถึงเอนเทอโรไวรัสชนิดอื่น ๆ

เชื้อไวรัสสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านทางปาก จมูก หรือการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ เช่น น้ำลาย น้ำมูก เสมหะ ของเหลวจากตุ่มพอง หรืออุจจาระ

โดยทั่วไป โรคมือ เท้า ปากมีระยะฟักตัวประมาณ 3-6 วัน หลังได้รับเชื้อ เด็กจึงอาจเริ่มมีอาการไข้ เจ็บคอ เบื่ออาหาร หรือไม่สบายตัว ก่อนจะเริ่มมีแผลในปากและผื่นตามมา


โรคมือ เท้า ปากติดต่อได้อย่างไร

โรคมือ เท้า ปากติดต่อจากคนสู่คนได้หลายทาง โดยเฉพาะเมื่อมีการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยหรือสัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อปนเปื้อน

ช่องทางการติดต่อที่พบได้ ได้แก่

  • สัมผัสน้ำลาย น้ำมูก หรือเสมหะของผู้ติดเชื้อ
  • ได้รับละอองฝอยจากการไอ จาม หรือพูดคุยใกล้ชิด
  • สัมผัสของเหลวจากตุ่มพองหรือตุ่มน้ำใส
  • สัมผัสอุจจาระของผู้ติดเชื้อ เช่น ขณะเปลี่ยนผ้าอ้อม
  • ใช้ของร่วมกัน เช่น แก้วน้ำ ช้อน ของเล่น ผ้าเช็ดหน้า หรือผ้าเช็ดตัว
  • สัมผัสพื้นผิวที่มีเชื้อปนเปื้อน เช่น ลูกบิดประตู โต๊ะ เก้าอี้ หรือของเล่น

ผู้ป่วยมักแพร่เชื้อได้มากในช่วงสัปดาห์แรกของการป่วย อย่างไรก็ตาม เชื้อบางส่วนอาจยังออกมากับอุจจาระได้เป็นเวลาหลายสัปดาห์หลังอาการดีขึ้นแล้ว จึงควรล้างมือและรักษาความสะอาดอย่างต่อเนื่อง แม้ผื่นหรือแผลจะเริ่มหายแล้วก็ตาม


อาการของโรคมือ เท้า ปาก

อาการของโรคมือ เท้า ปากอาจแตกต่างกันในแต่ละคน เด็กบางรายมีอาการครบทุกอย่าง ขณะที่บางรายอาจมีเพียงไข้และผื่นเล็กน้อย

อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • มีไข้
  • เจ็บคอ
  • เบื่ออาหารหรือรับประทานอาหารได้น้อยลง
  • งอแง อ่อนเพลีย หรือไม่สบายตัว
  • มีแผลในปาก เจ็บปาก หรือกลืนลำบาก
  • มีตุ่มน้ำใสหรือแผลบริเวณลิ้น เหงือก กระพุ้งแก้ม หรือด้านหลังลำคอ
  • มีผื่นหรือตุ่มบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า
  • อาจมีผื่นบริเวณก้น ขา หรือส่วนอื่นของร่างกาย

ผื่นจากโรคมือ เท้า ปากมักไม่คัน แต่บางรายอาจมีตุ่มน้ำหรือรู้สึกเจ็บบริเวณผื่นได้ แผลในปากเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กไม่อยากรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำ

โดยทั่วไป อาการมักค่อย ๆ ดีขึ้นภายใน 7-10 วัน หากเด็กมีอาการนานกว่านี้ หรืออาการรุนแรงขึ้น ควรพาไปพบแพทย์


อาการแบบไหนควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์

โรคมือ เท้า ปากส่วนใหญ่มักไม่รุนแรง แต่ผู้ปกครองควรสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด โดยควรพาเด็กไปพบแพทย์หากมีอาการต่อไปนี้

  • เด็กอายุน้อยกว่า 6 เดือน
  • มีไข้สูง หรือไข้ไม่ลดลงภายใน 3 วัน
  • เด็กซึมลง อ่อนแรง หรือดูไม่ตอบสนองตามปกติ
  • ดื่มน้ำได้น้อยมาก หรือไม่ยอมดื่มน้ำ
  • ปัสสาวะน้อยลง ปากแห้ง ร้องไห้ไม่มีน้ำตา หรือสงสัยภาวะขาดน้ำ
  • เจ็บปากมากจนรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำไม่ได้
  • มีอาการชัก
  • หายใจผิดปกติ
  • ปวดศีรษะมาก คอแข็ง อาเจียนมาก หรือสงสัยอาการทางระบบประสาท
  • มีโรคประจำตัวหรือภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  • อาการไม่ดีขึ้นภายใน 10 วัน
  • ผื่นมีลักษณะติดเชื้อ เช่น บวม แดง ร้อน มีหนอง หรือเจ็บมากขึ้น

หากมีอาการรุนแรง เช่น ชัก ซึมมาก หายใจลำบาก หรือสงสัยภาวะขาดน้ำรุนแรง ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที


ภาวะแทรกซ้อนของโรคมือ เท้า ปาก

ภาวะแทรกซ้อนของโรคมือ เท้า ปากพบได้ไม่บ่อย แต่สามารถเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะในเด็กเล็กหรือผู้ที่มีอาการรุนแรง

ภาวะแทรกซ้อนที่ควรระวัง ได้แก่

  • ภาวะขาดน้ำ
    • เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้มากที่สุด เนื่องจากเด็กอาจเจ็บแผลในปากจนไม่ยอมดื่มน้ำ หากดื่มน้ำได้น้อยมาก อาจจำเป็นต้องได้รับการประเมินจากแพทย์ และในบางรายอาจต้องได้รับสารน้ำทางหลอดเลือดดำ
  • เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากไวรัส
    • พบได้น้อย แต่เป็นภาวะที่ควรระวัง อาจมีอาการไข้ ปวดศีรษะ คอแข็ง อาเจียน หรือซึมลง หากสงสัยควรรีบพาไปพบแพทย์
  • สมองอักเสบ
    • เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้น้อยมาก แต่มีความรุนแรง อาจมีอาการซึม ชัก อ่อนแรง หรือมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง จำเป็นต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาล
  • เล็บลอกหลังหายป่วย
    • บางรายอาจพบเล็บมือหรือเล็บเท้าลอกหลังหายจากโรคไปแล้วระยะหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่มักหายได้เอง แต่หากมีอาการเจ็บ บวม แดง หรือสงสัยติดเชื้อ ควรปรึกษาแพทย์

แพทย์วินิจฉัยโรคมือ เท้า ปากอย่างไร

แพทย์มักวินิจฉัยโรคมือ เท้า ปากจากประวัติอาการ อายุของผู้ป่วย ลักษณะผื่น แผลในปาก และประวัติการสัมผัสผู้ป่วยหรือการระบาดในโรงเรียน

โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องตรวจทางห้องปฏิบัติการในทุกราย แต่ในบางกรณี เช่น อาการรุนแรง อาการไม่ชัดเจน สงสัยโรคอื่น หรือมีภาวะแทรกซ้อน แพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติมตามความเหมาะสม


แนวทางการรักษาโรคมือ เท้า ปาก

ปัจจุบันโรคมือ เท้า ปากยังไม่มีการรักษาจำเพาะสำหรับเชื้อไวรัสในผู้ป่วยทั่วไป การดูแลหลักคือการรักษาตามอาการและป้องกันภาวะขาดน้ำ

แนวทางการดูแลอาจประกอบด้วย

  • ให้เด็กพักผ่อนให้เพียงพอ
  • ให้ดื่มน้ำบ่อย ๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
  • เลือกอาหารอ่อน กลืนง่าย และไม่ระคายเคืองแผลในปาก
  • หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด เปรี้ยวจัด เค็มจัด หรือแข็งกรอบ เพราะอาจทำให้เจ็บแผลมากขึ้น
  • ใช้ยาลดไข้หรือยาแก้ปวดตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร
  • ห้ามให้ยาแอสไพรินในเด็ก เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้

หากเด็กมีไข้สูง เจ็บปากมาก ดื่มน้ำไม่ได้ หรือมีอาการผิดปกติ ควรพาไปพบแพทย์ ไม่ควรซื้อยาหรือใช้ยาป้ายปากเองโดยไม่ปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์


การป้องกันโรคมือ เท้า ปาก

โรคมือ เท้า ปากติดต่อได้ง่าย แต่สามารถลดโอกาสแพร่เชื้อได้ด้วยการรักษาสุขอนามัยอย่างสม่ำเสมอ

วิธีป้องกันที่ควรปฏิบัติ ได้แก่

  • ล้างมือด้วยสบู่และน้ำอย่างน้อย 20 วินาที
  • ล้างมือหลังใช้ห้องน้ำ หลังเปลี่ยนผ้าอ้อม หลังไอ จาม หรือสั่งน้ำมูก
  • ล้างมือก่อนเตรียมอาหารและก่อนรับประทานอาหาร
  • สอนเด็กไม่ให้นำมือ ของเล่น หรือสิ่งของเข้าปาก
  • ทำความสะอาดของเล่น โต๊ะ เก้าอี้ ลูกบิดประตู และพื้นผิวที่ใช้ร่วมกัน
  • หลีกเลี่ยงการกอด จูบ หรือใช้ของร่วมกับผู้ป่วย
  • แยกเด็กป่วยออกจากเด็กคนอื่นตามคำแนะนำของแพทย์ โรงเรียน หรือหน่วยงานสาธารณสุข
  • ทิ้งกระดาษทิชชูหรือวัสดุที่ปนเปื้อนสารคัดหลั่งอย่างเหมาะสม
  • ผู้ดูแลเด็กควรล้างมือทุกครั้งหลังสัมผัสน้ำลาย น้ำมูก ตุ่มน้ำ หรืออุจจาระของเด็ก

ในช่วงที่มีการระบาด โรงเรียนและสถานรับเลี้ยงเด็กควรเพิ่มความเข้มงวดในการทำความสะอาดพื้นที่ส่วนกลาง คัดกรองเด็กที่มีไข้หรือผื่น และแจ้งผู้ปกครองหากพบผู้ป่วยในห้องเรียน


สรุป

โรคมือ เท้า ปากเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่พบได้บ่อยในเด็กเล็ก โดยเฉพาะในโรงเรียนและสถานรับเลี้ยงเด็ก อาการที่พบได้บ่อยคือไข้ เจ็บคอ แผลในปาก และผื่นหรือตุ่มบริเวณมือ เท้า หรือก้น

ส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรงและสามารถหายได้เองภายใน 7-10 วัน แต่ควรระวังภาวะขาดน้ำ โดยเฉพาะในเด็กที่มีแผลในปากจนดื่มน้ำได้น้อย หากเด็กอายุน้อยกว่า 6 เดือน มีไข้สูง ซึม ชัก ดื่มน้ำไม่ได้ หรืออาการไม่ดีขึ้นภายใน 10 วัน ควรพาไปพบแพทย์

การป้องกันที่สำคัญคือการล้างมือให้ถูกวิธี ทำความสะอาดของเล่นและพื้นผิวที่ใช้ร่วมกัน หลีกเลี่ยงการใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้ป่วย และให้เด็กป่วยพักอยู่บ้านจนกว่าอาการจะดีขึ้นตามคำแนะนำของแพทย์หรือสถานศึกษา


จัดทำโดย: ภญ. ปุณยนุช อังคะนาวิน

แหล่งอ้างอิง Centers for Disease Control and Prevention. About Hand, Foot, and Mouth Disease., Mayo Clinic. Hand-foot-and-mouth disease: Symptoms and causes., Cleveland Clinic. Hand, Foot and Mouth Disease.

© 2026 Siammerx Co., Ltd