38 จำนวนผู้เข้าชม |
18/06/2026
หินปูน หรือหินน้ำลาย คือ คราบจุลินทรีย์ที่สะสมอยู่บนผิวฟันและบริเวณขอบเหงือกเป็นเวลานาน จนเกิดการรวมตัวกับแร่ธาตุในน้ำลายและแข็งตัวกลายเป็นคราบแข็งที่ไม่สามารถกำจัดออกไปได้ด้วยการแปรงฟันตามปกติ
หินปูนสามารถพบได้ทั้งบริเวณเหนือเหงือกและใต้เหงือก หากปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานาน อาจส่งผลต่อสุขภาพเหงือกและฟัน รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคในช่องปากบางชนิดได้
1. การสะสมของคราบจุลินทรีย์และเศษอาหาร
เชื้อแบคทีเรียในช่องปากจะทำปฏิกิริยากับโปรตีนหรือตกค้างจากเศษอาหาร จนเกิดเป็นคราบเหนียวนิ่มที่เรียกว่า คราบพลัค (Plaque) ซึ่งมักเกาะอยู่ตามผิวฟัน ซอกฟัน และบริเวณขอบเหงือก
2. การตกตะกอนของแร่ธาตุในน้ำลาย
หากคราบพลัคไม่ได้รับการกำจัดอย่างสม่ำเสมอ แร่ธาตุในน้ำลาย เช่น แคลเซียมและฟอสเฟต จะเข้าไปสะสมและตกตะกอน ทำให้คราบพลัคแข็งตัวกลายเป็นหินปูน ซึ่งไม่สามารถแปรงออกได้ด้วยตัวเอง
3. ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ
ปัจจัยที่อาจเพิ่มโอกาสการเกิดหินปูน ได้แก่
การปล่อยให้มีคราบหินปูนสะสมในช่องปาก อาจส่งผลเสียหลายด้าน ดังนี้
1. โรคเหงือกอักเสบและโรคปริทันต์
แบคทีเรียที่สะสมในหินปูนสามารถปล่อยสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบของเหงือก ทำให้เกิดอาการ เช่น เหงือกบวมแดง เหงือกมีเลือดออกขณะแปรงฟัน เหงือกร่น และมีกลิ่นปาก หากไม่ได้รับการรักษา อาจพัฒนาเป็นโรคปริทันต์ซึ่งส่งผลต่อกระดูกและเนื้อเยื่อที่ยึดฟันไว้
2. ฟันผุ
แบคทีเรียในคราบพลัคและหินปูนสามารถสร้างกรดที่กัดกร่อนผิวเคลือบฟัน ทำให้เกิดฟันผุ หากลุกลามถึงโพรงประสาทฟัน อาจจำเป็นต้องรักษารากฟันหรือถอนฟัน
3. ฟันโยกและสูญเสียฟัน
หินปูนที่สะสมเป็นเวลานานอาจทำลายกระดูกเบ้าฟันและเนื้อเยื่อที่ช่วยพยุงฟัน ส่งผลให้เหงือกร่น ฟันโยกคลอน หรือฟันหลุดจนจำเป็นต้องถอนฟัน
4. ส่งผลต่อบุคลิกภาพและความมั่นใจ
หินปูนเป็นสาเหตุหนึ่งของกลิ่นปาก ฟันเหลือง และคราบสีน้ำตาลหรือสีดำบริเวณซอกฟัน ซึ่งอาจส่งผลต่อความมั่นใจในการพูดคุยหรือเข้าสังคม
5. อาจเกี่ยวข้องกับโรคอื่นๆ
การอักเสบเรื้อรังในช่องปากจากโรคเหงือกและหินปูนอาจมีความสัมพันธ์กับโรคบางชนิด เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ดังกล่าวยังต้องอาศัยการศึกษาเพิ่มเติม และไม่ได้หมายความว่าหินปูนเป็นสาเหตุโดยตรงของโรคเหล่านี้
ไม่สามารถกำจัดหินปูนที่แข็งตัวแล้วได้ด้วยการแปรงฟันเพียงอย่างเดียว เมื่อคราบพลัคแข็งตัวเป็นหินปูน จะต้องใช้เครื่องมือเฉพาะทางในการกำจัด โดยวิธีที่ปลอดภัยและเป็นมาตรฐานคือ การขูดหินปูนโดยทันตแพทย์
การพยายามกำจัดหินปูนด้วยตัวเองอาจก่อให้เกิดความเสี่ยง เช่น เหงือกบาดเจ็บ เกิดการติดเชื้อ เหงือกอักเสบ เกิดแผลในช่องปาก และไม่สามารถกำจัดหินปูนใต้เหงือกได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้หินปูนบางส่วนอาจสะสมอยู่ใต้ขอบเหงือก ซึ่งไม่สามารถมองเห็นหรือเข้าถึงได้ด้วยตัวเอง จึงควรได้รับการประเมินและรักษาโดยทันตแพทย์
แม้จะไม่สามารถกำจัดหินปูนที่แข็งตัวแล้วได้เอง แต่สามารถป้องกันการเกิดหินปูนได้ด้วยการลดการสะสมของคราบพลัค ดังนี้
การขูดหินปูนไม่ได้ทำให้ฟันบางลงหรือทำให้ฟันสึก เครื่องมือขูดหินปูนจะใช้การสั่นสะเทือนความถี่สูงเพื่อกะเทาะคราบหินปูนออกจากผิวฟัน โดยไม่ได้ทำลายเนื้อฟันหรือเคลือบฟัน
ในผู้ที่มีหินปูนสะสมจำนวนมากเป็นเวลานาน หินปูนอาจปกคลุมช่องว่างระหว่างฟันเอาไว้ เมื่อขูดหินปูนออกแล้ว จึงอาจเห็นช่องว่างระหว่างฟันชัดเจนขึ้นหรือรู้สึกว่าฟันห่างขึ้น ซึ่งเป็นผลจากการสูญเสียเนื้อเยื่อหรือเหงือกร่นที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ไม่ได้เกิดจากการขูดหินปูน
หลังการขูดหินปูนอาจมีอาการ เช่น เสียวฟันชั่วคราว เหงือกมีเลือดซึมเล็กน้อย และรู้สึกตึงหรือระคายเคืองบริเวณเหงือก อาการเหล่านี้มักดีขึ้นภายในไม่กี่วัน หากมีอาการรุนแรงหรือไม่ดีขึ้นควรปรึกษาทันตแพทย์
โดยทั่วไป ทันตแพทย์มักแนะนำให้ขูดหินปูนทุก 6 เดือน เพื่อช่วยลดการสะสมของหินปูนและป้องกันโรคเหงือก อย่างไรก็ตาม ความถี่ในการขูดหินปูนอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับปริมาณการสะสมของหินปูน สุขภาพเหงือก พฤติกรรมการดูแลช่องปาก การสูบบุหรี่ และโรคประจำตัวบางชนิด
หินปูนเกิดจากคราบพลัคที่สะสมและแข็งตัวจากแร่ธาตุในน้ำลาย ไม่สามารถกำจัดได้ด้วยการแปรงฟันเพียงอย่างเดียว หากปล่อยทิ้งไว้อาจนำไปสู่โรคเหงือกอักเสบ ฟันผุ ฟันโยก และกลิ่นปาก การป้องกันที่ดีที่สุดคือการดูแลสุขอนามัยช่องปากอย่างสม่ำเสมอและพบทันตแพทย์เพื่อขูดหินปูนทุก 6 เดือน
หากพบว่ามีหินปูน เหงือกอักเสบ เลือดออกตามไรฟัน หรือมีอาการผิดปกติในช่องปาก ควรปรึกษาทันตแพทย์เพื่อรับการตรวจและการรักษาที่เหมาะสม
จัดทำโดย: ทพ.วิโรจน์รัตนปริคณน์
อ้างอิง: Alpaca Dental Clinic, Sivalee Dental, Smile and Co Dental Clinic, BFC Dental
© 2026 Siammerx Co., Ltd