ฉีดวัคซีนฟรี

สายตาสั้นเทียมคืออะไร อาการ สาเหตุ และวิธีดูแลป้องกัน

62 จำนวนผู้เข้าชม |

14/07/2026


สายตาสั้นเทียมคืออะไร อาการ สาเหตุ และวิธีดูแลป้องกัน

สายตาสั้นเทียม

อาการมองไกลไม่ชัดเป็นปัญหาที่หลายคนคุ้นเคย โดยเฉพาะหลังจากอ่านหนังสือ ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ หรือใช้โทรศัพท์มือถือต่อเนื่องเป็นเวลานาน บางคนอาจเริ่มคิดว่าตนเองมีสายตาสั้น และต้องรีบตัดแว่นใหม่ทันที


อย่างไรก็ตาม อาการมองไกลไม่ชัดไม่ได้เกิดจากสายตาสั้นจริงเสมอไป ในบางกรณีอาจเป็นภาวะที่เรียกว่า "สายตาสั้นเทียม" ซึ่งเกิดจากการเพ่งของดวงตาที่ค้างอยู่ชั่วคราว ทำให้มองไกลพร่ามัวคล้ายคนสายตาสั้น ภาวะนี้พบได้ในผู้ที่ใช้สายตาระยะใกล้เป็นเวลานาน เช่น นักเรียน นักศึกษา คนทำงานหน้าจอ หรือผู้ที่ใช้โทรศัพท์และแท็บเล็ตต่อเนื่องโดยพักสายตาน้อย การเข้าใจภาวะนี้มีความสำคัญ เพราะหากวัดสายตาในช่วงที่ตายังเพ่งค้าง อาจทำให้ได้ค่าสายตาที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง และอาจนำไปสู่การใช้แว่นที่ไม่เหมาะสมได้


สายตาสั้นเทียม (Pseudomyopia) คืออะไร

สายตาสั้นเทียม หรือ Pseudomyopia คือภาวะที่ดวงตามีอาการคล้ายสายตาสั้น แต่ไม่ได้เกิดจากโครงสร้างของลูกตาที่ยาวผิดปกติ หรือความผิดปกติของกระจกตาและเลนส์ตาเหมือนสายตาสั้นจริง

โดยปกติ เมื่อเรามองวัตถุใกล้ กล้ามเนื้อภายในตาที่เรียกว่า "กล้ามเนื้อซิเลียรี" จะหดตัวเพื่อช่วยให้เลนส์ตาปรับโฟกัส ทำให้มองใกล้ได้ชัด เมื่อหันไปมองไกล กล้ามเนื้อนี้ควรคลายตัว เพื่อให้เลนส์ตาปรับกลับและมองระยะไกลได้ชัดเจน แต่หากใช้สายตาระยะใกล้ติดต่อกันนานเกินไป กล้ามเนื้อซิเลียรีอาจเกิดการเกร็งหรือเพ่งค้าง ทำให้เมื่อหันไปมองไกล ภาพยังคงพร่ามัวคล้ายคนสายตาสั้น

ลักษณะที่มักพบคือ อาการมองไกลไม่ชัดอาจเกิดเป็นช่วง ๆ โดยเฉพาะหลังใช้สายตาใกล้นาน ๆ และอาจดีขึ้นหลังพักสายตา ต่างจากสายตาสั้นจริงที่มักทำให้มองไกลไม่ชัดอย่างต่อเนื่อง อาการที่อาจพบได้ ได้แก่

  • มองไกลไม่ชัดหลังอ่านหนังสือหรือใช้หน้าจอนาน
  • ต้องหยีตาเมื่อต้องมองไกล
  • ปวดตา ตาล้า รู้สึกหนักตา
  • ปวดศีรษะบริเวณหน้าผากหรือรอบดวงตา
  • รู้สึกว่าการปรับโฟกัสจากใกล้ไปไกลทำได้ช้ากว่าปกติ

อย่างไรก็ตาม การแยกว่าสายตาสั้นจริงหรือสายตาสั้นเทียม ไม่ควรประเมินจากอาการเพียงอย่างเดียว ควรตรวจตาและวัดสายตาอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในเด็ก วัยรุ่น หรือผู้ที่ค่าสายตาเปลี่ยนแปลงเร็ว


สาเหตุและปัจจัยที่ทำให้เกิดสายตาสั้นเทียม

สายตาสั้นเทียมมักเกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบการเพ่งของดวงตาที่มากเกินไป หรือการที่กล้ามเนื้อตาคลายตัวได้ช้าหลังจากใช้สายตาใกล้เป็นเวลานาน ปัจจัยที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • การใช้สายตาระยะใกล้นานเกินไป เช่น อ่านหนังสือ ทำการบ้าน ใช้คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ตต่อเนื่อง โดยไม่มีช่วงพักสายตา
  • การใช้หน้าจอเป็นเวลานาน ร่วมกับการกะพริบตาที่ลดลง ทำให้เกิดอาการตาล้า แสบตา ตาแห้ง
  • แสงสว่างที่ไม่เหมาะสม เช่น มืดเกินไป สว่างจ้าเกินไป หรือมีแสงสะท้อนมาก
  • ระยะห่างจากหนังสือหรือหน้าจอที่ไม่เหมาะสม เช่น ถือโทรศัพท์ใกล้ตาเกินไป หรือก้มอ่านหนังสือในระยะใกล้มาก
  • การพักผ่อนไม่เพียงพอ ความเครียด หรือการใช้สายตาหนักต่อเนื่องหลายวัน
  • ผู้ที่มีค่าสายตาเดิมอยู่แล้วแต่ไม่ได้แก้ไขอย่างเหมาะสม หรือใช้แว่นที่ค่าสายตาไม่ตรง

ภาวะทางระบบประสาทที่อาจเกี่ยวข้องกับสายตาสั้นเทียม

นอกจากสาเหตุจากการใช้สายตาหนักแล้ว ในบางกรณีที่พบได้น้อย สายตาสั้นเทียมหรือภาวะเพ่งค้างอาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบประสาท โดยเฉพาะระบบประสาทอัตโนมัติชนิดพาราซิมพาเทติก (Parasympathetic nervous system) ซึ่งมีบทบาทเกี่ยวข้องกับการหดตัวของกล้ามเนื้อภายในตา การทำงานของรูม่านตา และการปรับโฟกัสของเลนส์ตา หากระบบนี้ถูกกระตุ้นมากผิดปกติ อาจทำให้กล้ามเนื้อที่ใช้เพ่งเกิดการหดตัวหรือเกร็งค้าง

ภาวะหรือโรคที่อาจเกี่ยวข้อง เช่น การบาดเจ็บที่ศีรษะหรือก้านสมอง สมองอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ โรคทางระบบประสาทบางชนิดที่กระทบการควบคุมการเพ่งของดวงตา การอักเสบภายในลูกตาบางชนิด รวมถึงผลจากยาบางกลุ่มที่มีผลต่อระบบประสาท รูม่านตา หรือการทำงานของเลนส์ตา

อย่างไรก็ตาม สาเหตุจากโรคทางสมองหรือระบบประสาทพบได้น้อยกว่าสาเหตุจากพฤติกรรมการใช้สายตา จึงไม่ควรสรุปเองจากอาการมองไกลไม่ชัดเพียงอย่างเดียว แต่ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษหากมีอาการผิดปกติร่วมด้วย เช่น ปวดศีรษะรุนแรง เห็นภาพซ้อน แขนขาอ่อนแรง เวียนศีรษะมาก ตาเหล่เฉียบพลัน หรือการมองเห็นเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบพบแพทย์หรือจักษุแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุอย่างเหมาะสม


การตรวจและการวินิจฉัยสายตาสั้นเทียม

การวินิจฉัยสายตาสั้นเทียมจำเป็นต้องอาศัยการตรวจตาอย่างเหมาะสม ไม่ควรสรุปจากการลองแว่นหรือวัดสายตาเพียงครั้งเดียว โดยเฉพาะในช่วงที่มีอาการตาล้าหรือใช้สายตาหนักมาก่อนหน้า ผู้เชี่ยวชาญด้านตาอาจประเมินจากประวัติการใช้สายตา ลักษณะอาการ ระยะเวลาที่เป็น ความถี่ของอาการ และผลการวัดสายตา หากสงสัยว่ามีภาวะเพ่งค้าง อาจมีการตรวจเพิ่มเติมเพื่อประเมินการทำงานของระบบการเพ่งของดวงตา

ในบางราย โดยเฉพาะเด็ก วัยรุ่น หรือผู้ที่ค่าสายตาเปลี่ยนเร็ว แพทย์อาจพิจารณาการวัดสายตาหลังหยอดยาคลายการเพ่ง เพื่อช่วยแยกว่าสายตาที่วัดได้เป็นสายตาสั้นจริง หรือเป็นค่าสายตาที่เกิดจากการเพ่งค้างชั่วคราว การใช้ยาหยอดชนิดนี้ควรอยู่ภายใต้การดูแลของบุคลากรทางการแพทย์เท่านั้น ไม่ควรซื้อยาหยอดมาใช้เอง


แนวทางป้องกันและดูแลสายตาสั้นเทียม

การป้องกันสายตาสั้นเทียมเน้นที่การลดภาระการเพ่งของดวงตา และปรับพฤติกรรมการใช้สายตาให้เหมาะสม โดยเฉพาะในผู้ที่ต้องอ่านหนังสือ ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ หรือใช้หน้าจอเป็นเวลานานในแต่ละวัน

  • พักสายตาเป็นระยะ ไม่จ้องหน้าจอหรืออ่านหนังสือต่อเนื่องนานเกินไปโดยไม่พัก
  • ใช้กฎ 20-20-20 คือ ทุก 20 นาที ให้มองออกไปไกลประมาณ 20 ฟุต (ประมาณ 6 เมตร) เป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที
  • จัดระยะหน้าจอให้เหมาะสม ไม่ใกล้ตาเกินไป และปรับระดับหน้าจอไม่ให้ต้องก้มหรือเงยหน้ามากเกินไป
  • ปรับแสงให้พอดี ไม่มืดหรือสว่างจ้าเกินไป และหลีกเลี่ยงแสงสะท้อนบนหน้าจอ
  • กะพริบตาให้บ่อยขึ้นเพื่อลดอาการตาล้า หากตาแห้งมากควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ก่อนเลือกใช้น้ำตาเทียม
  • นอนหลับให้เพียงพอ ลดการใช้สายตาหนักต่อเนื่องหลายชั่วโมง และตรวจตาเป็นระยะ

ไม่ควรรีบตัดแว่นใหม่จากการวัดสายตาเพียงครั้งเดียวในช่วงที่ตาล้า เพราะอาจได้ค่าสายตาที่มากเกินจริง ควรตรวจโดยจักษุแพทย์หรือนักทัศนมาตร เพื่อประเมินว่าสาเหตุเกิดจากสายตาสั้นจริง สายตาสั้นเทียม หรือปัญหาสุขภาพตาอื่น ๆ


เมื่อไหร่ควรพบแพทย์

ควรพบจักษุแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านตา หากมีอาการมองไกลไม่ชัดต่อเนื่องหรือเป็นซ้ำบ่อย อาการไม่ดีขึ้นหลังพักสายตา ปวดตาหรือปวดศีรษะบ่อย ค่าสายตาเปลี่ยนเร็วผิดปกติ หรือใส่แว่นแล้วมองไม่ชัดหรือไม่สบายตา

ในเด็กและวัยรุ่น ผู้ปกครองควรสังเกตพฤติกรรม เช่น หยีตาบ่อย นั่งใกล้จอ ถือหนังสือใกล้หน้า มองกระดานไม่ชัด หรือบ่นปวดศีรษะหลังเรียนหรืออ่านหนังสือ หากพบอาการเหล่านี้ควรพาไปตรวจตาอย่างเหมาะสม

ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที หากมีอาการตามัวหรือสูญเสียการมองเห็นแบบฉับพลัน เห็นภาพซ้อน ตาเหล่เฉียบพลัน ปวดศีรษะรุนแรง แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด เวียนศีรษะมาก หรือมีอาการผิดปกติทางระบบประสาทร่วมด้วย


สรุป

สายตาสั้นเทียมเป็นภาวะที่ดวงตาเพ่งค้างชั่วคราว ทำให้มองไกลไม่ชัดคล้ายสายตาสั้นจริง มักเกิดจากการใช้สายตาระยะใกล้นานเกินไป เช่น อ่านหนังสือ ใช้คอมพิวเตอร์ หรือจ้องโทรศัพท์ต่อเนื่องโดยพักสายตาน้อย แม้ภาวะนี้มักเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการใช้สายตา แต่บางกรณีที่พบได้น้อยอาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบประสาทหรือโรคทางสมองบางชนิดได้ หากมีอาการผิดปกติร่วมด้วย ควรรีบพบแพทย์เพื่อประเมินอย่างเหมาะสม

การพักสายตาเป็นระยะ จัดแสงและระยะหน้าจอให้เหมาะสม นอนหลับให้เพียงพอ และตรวจตาเมื่อมีอาการผิดปกติ เป็นแนวทางสำคัญที่อาจช่วยลดโอกาสเกิดอาการสายตาสั้นเทียม และช่วยดูแลสุขภาพตาในระยะยาว


จัดทำโดย: ภญ. ปุณยนุช อังคะนาวิน

อ้างอิง:,García-Montero M, Felipe-Márquez G, Arriola-Villalobos P, Garzón N. Pseudomyopia: A Review. Vision (Basel). 2022, National Eye Institute. Nearsightedness (Myopia), Cleveland Clinic. Myopia (Nearsightedness): Causes, Symptoms & Treatment

© 2026 Siammerx Co., Ltd