ติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่อาจเกิดขึ้นโดยไม่แสดงอาการ
ติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่เป็นความผิดปกติที่พบได้ โดยเฉพาะเมื่ออายุมากขึ้น ผู้ที่มีติ่งเนื้อส่วนใหญ่มักไม่มีอาการและยังสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ หลายคนจึงไม่ทราบว่าตนเองมีติ่งเนื้อจนกระทั่งเข้ารับการตรวจคัดกรองหรือการส่องกล้องลำไส้ใหญ่
ติ่งเนื้อส่วนใหญ่ไม่ใช่มะเร็ง อย่างไรก็ตาม ติ่งเนื้อบางชนิดสามารถค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงและพัฒนาเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้เมื่อเวลาผ่านไป การตรวจพบและนำติ่งเนื้อออกตั้งแต่ระยะที่ยังไม่เกิดมะเร็งจึงเป็นส่วนสำคัญของการป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่
1. ติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่คืออะไร
ติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ หรือ Colon polyp คือก้อนเนื้อที่เจริญขึ้นจากเยื่อบุด้านในของลำไส้ใหญ่หรือไส้ตรง บางครั้งอาจเรียกว่า “ติ่งเนื้องอกในลำไส้ใหญ่” ติ่งเนื้ออาจมีลักษณะนูนขึ้นจากผนังลำไส้ มีขั้วคล้ายดอกเห็ด หรือมีลักษณะแบนราบไปกับเยื่อบุลำไส้
ผู้ป่วยอาจมีติ่งเนื้อเพียงก้อนเดียวหรือหลายก้อน ขนาดอาจเล็กเพียงไม่กี่มิลลิเมตรหรือใหญ่หลายเซนติเมตร รูปร่างและขนาดที่เห็นจากการส่องกล้องยังไม่เพียงพอที่จะระบุได้แน่นอนว่าติ่งเนื้อเป็นชนิดใดหรือมีความเสี่ยงต่อมะเร็งมากน้อยเพียงใด
หลังนำติ่งเนื้อออก แพทย์จะส่งชิ้นเนื้อให้พยาธิแพทย์ตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ เพื่อประเมินชนิดของเซลล์ ระดับความผิดปกติ และตรวจว่ามีเซลล์มะเร็งหรือไม่ ผลตรวจช่วยให้แพทย์วางแผนการติดตามและกำหนดช่วงเวลาของการตรวจครั้งต่อไปได้เหมาะสม
2. ชนิดของติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่
ติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่แบ่งได้หลายชนิดตามลักษณะของเซลล์ ชนิดสำคัญที่ควรรู้จัก ได้แก่ ติ่งเนื้ออะดีโนมา ติ่งเนื้อกลุ่มเซอร์เรต ติ่งเนื้อจากการอักเสบ และติ่งเนื้อชนิดฮามาร์โตมา
2.1 ติ่งเนื้ออะดีโนมา
ติ่งเนื้ออะดีโนมา หรือ Adenomatous polyp เกิดจากเซลล์ต่อมของเยื่อบุลำไส้ และจัดเป็นรอยโรคก่อนมะเร็งชนิดหนึ่ง การพบติ่งเนื้ออะดีโนมาไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยเป็นมะเร็ง เพราะติ่งเนื้อส่วนใหญ่ไม่พัฒนาเป็นมะเร็ง แต่ความเสี่ยงอาจเพิ่มขึ้นเมื่อก้อนมีขนาดใหญ่ มีจำนวนมาก มีลักษณะทางพยาธิวิทยาบางชนิด หรือพบเซลล์ผิดปกติระดับสูง
2.2 ติ่งเนื้อกลุ่มเซอร์เรต
ติ่งเนื้อกลุ่มเซอร์เรต หรือ Serrated polyp มีลักษณะของต่อมเป็นรอยหยักเมื่อมองผ่านกล้องจุลทรรศน์ ประกอบด้วยหลายชนิด เช่น ติ่งเนื้อไฮเปอร์พลาสติก, Sessile serrated lesion และ Traditional serrated adenoma ติ่งเนื้อไฮเปอร์พลาสติกขนาดเล็กส่วนใหญ่มักมีความเสี่ยงต่อมะเร็งต่ำ แต่ติ่งเนื้อเซอร์เรตบางชนิด โดยเฉพาะก้อนขนาดใหญ่หรือมีเซลล์ผิดปกติ อาจพัฒนาเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้
ติ่งเนื้อเซอร์เรตบางก้อนอาจแบนและกลมกลืนกับผนังลำไส้ จึงตรวจพบได้ยากกว่าติ่งเนื้อที่นูนหรือมีขั้ว การเตรียมลำไส้ให้สะอาดก่อนส่องกล้องจึงมีความสำคัญต่อคุณภาพของการตรวจ
2.3 ติ่งเนื้อจากการอักเสบ
ติ่งเนื้อจากการอักเสบอาจพบในผู้ที่เป็นโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง เช่น โรคลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผลหรือโรคโครห์น ตัวติ่งเนื้ออาจไม่ใช่รอยโรคก่อนมะเร็งโดยตรง แต่การอักเสบของลำไส้ใหญ่อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่ ผู้ป่วยจึงควรตรวจและติดตามตามแผนของแพทย์ แม้ไม่มีอาการผิดปกติ
2.4 ติ่งเนื้อชนิดฮามาร์โตมา
ติ่งเนื้อชนิดฮามาร์โตมา หรือ Hamartomatous polyp พบได้น้อยกว่า และบางกรณีอาจเกี่ยวข้องกับกลุ่มโรคทางพันธุกรรม เช่น Juvenile polyposis syndrome หรือ Peutz-Jeghers syndrome ผู้ที่พบติ่งเนื้อจำนวนมากตั้งแต่อายุน้อย หรือมีสมาชิกหลายคนในครอบครัวเป็นติ่งเนื้อหรือมะเร็งลำไส้ใหญ่ อาจต้องได้รับการประเมินประวัติครอบครัวและพิจารณาการตรวจทางพันธุกรรมเพิ่มเติม
3. กลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่
ติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่เกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่ความเสี่ยงอาจเพิ่มขึ้นในผู้ที่มีอายุมากขึ้น ผู้ที่เคยมีติ่งเนื้อหรือมะเร็งลำไส้ใหญ่ ผู้ที่มีพ่อ แม่ พี่ น้อง หรือลูกเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือติ่งเนื้อชนิดเสี่ยงสูง และผู้ที่เป็นโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง
โรคทางพันธุกรรม เช่น Familial adenomatous polyposis, Lynch syndrome และ MUTYH-associated polyposis อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดติ่งเนื้อจำนวนมากและมะเร็งลำไส้ใหญ่ ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเข้าข่ายควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงและวางแผนการตรวจคัดกรอง
พฤติกรรมหรือภาวะสุขภาพที่อาจสัมพันธ์กับความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ได้แก่
- การสูบบุหรี่
- การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก
- ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน
- การไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกาย
- การรับประทานเนื้อแดงหรือเนื้อแปรรูปเป็นประจำ
- การรับประทานอาหารที่มีกากใยน้อย
การมีปัจจัยเสี่ยงไม่ได้หมายความว่าจะต้องเกิดติ่งเนื้อหรือมะเร็งอย่างแน่นอน ขณะเดียวกัน ผู้ที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงชัดเจนก็ยังสามารถเกิดติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ได้
4. สาเหตุและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดติ่งเนื้อ
ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดติ่งเนื้อทุกกรณี โดยทั่วไปติ่งเนื้อเกิดจากเซลล์บริเวณเยื่อบุลำไส้แบ่งตัวและเจริญเติบโตมากกว่าปกติจนเกิดเป็นก้อน กระบวนการนี้อาจเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของยีนที่ควบคุมการเจริญเติบโต การซ่อมแซม และการตายตามธรรมชาติของเซลล์
ความผิดปกติของยีนบางชนิดอาจถ่ายทอดมาจากพ่อแม่ ขณะที่บางส่วนเกิดขึ้นภายหลังและสะสมมากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น การอักเสบเรื้อรังของลำไส้อาจเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เกี่ยวข้อง พฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์มาก การไม่ค่อยออกกำลังกาย ภาวะน้ำหนักเกิน และการรับประทานเนื้อแดงหรือเนื้อแปรรูปมาก อาจมีส่วนต่อความเสี่ยงระยะยาว
5. อาการและสัญญาณที่ควรสังเกต
ผู้ที่มีติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ โดยเฉพาะเมื่อติ่งเนื้อยังมีขนาดเล็ก อย่างไรก็ตาม ติ่งเนื้อบางก้อนอาจทำให้เกิดอาการได้ เช่น
- มีเลือดสดติดกระดาษชำระหรือปนมากับอุจจาระ
- อุจจาระมีสีดำผิดปกติ
- ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย หน้ามืด หรือซีด
- ท้องผูกหรือท้องเสียต่อเนื่อง หรือลักษณะการขับถ่ายเปลี่ยนแปลง
- ปวดท้อง ท้องอืด รู้สึกถ่ายไม่สุด หรือน้ำหนักลดลงโดยไม่ได้ตั้งใจ
อาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากติ่งเนื้อหรือมะเร็งลำไส้ใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากริดสีดวงทวาร การติดเชื้อ หรือโรคทางเดินอาหารอื่น จึงไม่ควรวินิจฉัยสาเหตุด้วยตนเอง
6. เมื่อไหร่ควรพบแพทย์
ควรพบแพทย์เพื่อประเมินเมื่อมีเลือดปนในอุจจาระ การขับถ่ายเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือได้รับการตรวจพบภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก
ควรรีบไปโรงพยาบาลเมื่อถ่ายเป็นเลือดในปริมาณมากหรือเลือดออกต่อเนื่อง อุจจาระดำคล้ายยางมะตอย หน้ามืด เป็นลม ใจสั่น หายใจไม่อิ่ม ปวดท้องรุนแรง ท้องบวมมาก อาเจียน หรือไม่สามารถถ่ายอุจจาระหรือผายลมได้
ไม่ควรสรุปเองว่าเลือดที่ออกเกิดจากริดสีดวงทวาร โดยเฉพาะเมื่อมีเลือดปนในอุจจาระซ้ำ ๆ หรือมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย
7. ความสำคัญของการตรวจคัดกรองติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่
การตรวจคัดกรองคือการตรวจหาโรคหรือความผิดปกติในผู้ที่ยังไม่มีอาการ สำหรับติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ การตรวจคัดกรองมีความสำคัญ เพราะผู้ที่มีติ่งเนื้อส่วนใหญ่มักไม่รู้สึกผิดปกติ การตรวจพบติ่งเนื้อช่วยให้แพทย์นำก้อนออกและส่งตรวจได้ก่อนที่เซลล์บางชนิดจะพัฒนาเป็นมะเร็ง
7.1 การส่องกล้องลำไส้ใหญ่
การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ หรือ Colonoscopy ใช้กล้องชนิดอ่อนสอดผ่านทางทวารหนักเพื่อตรวจดูเยื่อบุของไส้ตรงและลำไส้ใหญ่ทั้งหมด หากพบติ่งเนื้อ แพทย์อาจนำติ่งเนื้อออกหรือเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อได้ในขั้นตอนเดียว จึงมีบทบาททั้งการตรวจวินิจฉัยและการรักษา
7.2 การตรวจอุจจาระ
การตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระ เช่น FIT ใช้เป็นวิธีตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ แต่ไม่สามารถมองเห็นติ่งเนื้อโดยตรง หากผลตรวจผิดปกติ มักจำเป็นต้องส่องกล้องลำไส้ใหญ่เพิ่มเติม การตรวจสารพันธุกรรมร่วมกับเลือดแฝงในอุจจาระเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ต้องตรวจยืนยันด้วยการส่องกล้องเช่นกันเมื่อผลผิดปกติ
7.3 การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ลำไส้ใหญ่
CT colonography หรือการส่องกล้องลำไส้ใหญ่เสมือนจริง ใช้เอกซเรย์คอมพิวเตอร์สร้างภาพภายในลำไส้ใหญ่ ช่วยตรวจหาก้อนหรือติ่งเนื้อบางชนิดได้ แต่ไม่สามารถตัดติ่งเนื้อออกในขณะตรวจ หากพบความผิดปกติยังต้องส่องกล้องลำไส้ใหญ่อีกครั้ง
หลายแนวทางสากลแนะนำให้ผู้ใหญ่ที่ไม่มีอาการและมีความเสี่ยงทั่วไปเริ่มปรึกษาแพทย์เรื่องการตรวจคัดกรองตั้งแต่อายุประมาณ 45 ปี ผู้ที่มีประวัติครอบครัว เคยพบติ่งเนื้อ เป็นโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง หรือมีโรคทางพันธุกรรมบางชนิด อาจต้องเริ่มตรวจเร็วกว่าคนทั่วไปและตรวจบ่อยขึ้น
8. แนวทางการรักษาติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่
แนวทางหลักในการรักษาคือการนำติ่งเนื้อออก เพื่อส่งตรวจทางพยาธิวิทยาและลดโอกาสที่ติ่งเนื้อชนิดเสี่ยงจะพัฒนาเป็นมะเร็ง ติ่งเนื้อส่วนใหญ่สามารถนำออกได้ระหว่างการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ โดยใช้ห่วงลวดหรืออุปกรณ์เฉพาะจับและตัดก้อน วิธีนี้เรียกว่าการตัดติ่งเนื้อผ่านกล้อง หรือ Polypectomy และโดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเปิดหน้าท้อง
ติ่งเนื้อขนาดใหญ่ ลักษณะแบน หรืออยู่ในตำแหน่งที่ตัดได้ยาก อาจต้องใช้เทคนิคการตัดผ่านกล้องที่ซับซ้อนขึ้น การผ่าตัดลำไส้อาจพิจารณาเมื่อไม่สามารถนำก้อนออกผ่านกล้องได้อย่างปลอดภัย หรือผลตรวจพบมะเร็งที่ลุกลามเข้าไปในชั้นลึกของผนังลำไส้ แนวทางรักษาขึ้นอยู่กับขนาด ตำแหน่ง ชนิดของติ่งเนื้อ ผลพยาธิวิทยา โรคประจำตัว และสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย
9. การดูแลหลังนำติ่งเนื้อออกหรือผ่าตัด
หลังการตัดติ่งเนื้อหรือผ่าตัด ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์เรื่องอาหาร การพักผ่อน การเคลื่อนไหว การดูแลแผล และการใช้ยา ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือดไม่ควรหยุดยา เริ่มยา หรือปรับขนาดยาด้วยตนเอง
หลังการตัดติ่งเนื้ออาจพบเลือดปนในอุจจาระเล็กน้อยได้ในบางราย แต่ควรรีบติดต่อแพทย์หรือไปโรงพยาบาลหากถ่ายเป็นเลือดมากหรือเลือดออกไม่หยุด ปวดท้องรุนแรง มีไข้ หน้ามืด เป็นลม อ่อนแรงผิดปกติ ท้องบวมมาก อาเจียนต่อเนื่อง หรือไม่สามารถถ่ายอุจจาระหรือผายลมได้
ผู้ที่เคยตัดติ่งเนื้อยังมีโอกาสเกิดก้อนใหม่ จึงควรส่องกล้องติดตามตามกำหนด ช่วงเวลาของการตรวจครั้งต่อไปแตกต่างกันตามชนิด ขนาด จำนวน ระดับความผิดปกติของติ่งเนื้อ และคุณภาพของการตรวจครั้งก่อน
10. วิธีลดความเสี่ยงต่อติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่
ยังไม่มีวิธีป้องกันติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่ได้ทั้งหมด โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับอายุหรือพันธุกรรม แต่การดูแลสุขภาพและปรับพฤติกรรมอาจช่วยลดปัจจัยเสี่ยงได้
- รับประทานผัก ผลไม้ ถั่ว และธัญพืชไม่ขัดสีอย่างหลากหลาย และเพิ่มใยอาหารอย่างค่อยเป็นค่อยไป
- ลดเนื้อแดงและเนื้อแปรรูป เช่น ไส้กรอก เบคอน แฮม และเนื้อรมควัน
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอและรักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม
- งดสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก
- เข้ารับการตรวจคัดกรองและติดตามตามคำแนะนำของแพทย์
ไม่ควรรับประทานแอสไพริน ยา วิตามิน สมุนไพร หรืออาหารเสริมเพื่อป้องกันติ่งเนื้อด้วยตนเอง เพราะอาจไม่เหมาะกับทุกคนและอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น เลือดออกในกระเพาะอาหารหรือลำไส้ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มใช้เสมอ
11. สรุป
ติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่เป็นก้อนเนื้อที่เจริญขึ้นจากเยื่อบุลำไส้ใหญ่หรือไส้ตรง ติ่งเนื้อส่วนใหญ่ไม่ใช่มะเร็งและมักไม่แสดงอาการ แต่บางชนิดอาจค่อย ๆ พัฒนาเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ การตรวจคัดกรองช่วยให้พบและนำติ่งเนื้อออกก่อนเกิดความผิดปกติรุนแรงขึ้น
ผู้ที่อยู่ในช่วงอายุที่ควรตรวจคัดกรอง มีประวัติครอบครัว เคยพบติ่งเนื้อ หรือมีอาการผิดปกติ เช่น ถ่ายเป็นเลือด โลหิตจาง และการขับถ่ายเปลี่ยนแปลง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงและเลือกวิธีตรวจที่เหมาะสม
จัดทำโดย: ภญ. ปุณยนุช อังคะนาวิน
แหล่งอ้างอิง
- National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases. Colon Polyps
- U.S. Preventive Services Task Force. Colorectal Cancer: Screening
- American Society for Gastrointestinal Endoscopy. Understanding Polyps and Their Treatment
TH
EN
CN
JAP
AR