ฉีดวัคซีนฟรี

โรคเกาต์ (Gout) – สาเหตุ อาการ และวิธีรักษา

66 จำนวนผู้เข้าชม |

25/08/2026


โรคเกาต์ (Gout) – สาเหตุ อาการ และวิธีรักษา

Gout คืออะไร?

โรคเกาต์เป็นข้ออักเสบชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อย เกิดจากการสะสมของกรดยูริกในกระแสเลือด เมื่อระดับกรดยูริกสูงเกินไป ผลึกยูเรตรูปเข็มแหลมคมสามารถก่อตัวขึ้นในข้อต่อ กระตุ้นให้เกิดอาการปวด บวม และแดงอย่างเฉียบพลันและรุนแรง หรือที่เรียกว่า “เกาต์กำเริบ” (gout attack หรือ flare)

ร่างกายสร้างกรดยูริกตามธรรมชาติเมื่อย่อยสลายสารพิวรีน ซึ่งพบได้ทั้งในร่างกายเองและในอาหารหรือเครื่องดื่มบางชนิด โดยปกติกรดยูริกจะละลายในเลือดและถูกขับออกทางไต แต่เมื่อร่างกายสร้างกรดยูริกมากเกินไป หรือไตขับออกได้ไม่มีประสิทธิภาพ กรดยูริกก็จะสะสมและก่อตัวเป็นผลึกได้

ใครบ้างที่มีความเสี่ยง?

ปัจจัยต่อไปนี้เพิ่มโอกาสในการเกิดโรคเกาต์:

  • อาหารที่มีพิวรีนสูง — เนื้อแดง เครื่องในสัตว์ และอาหารทะเลบางชนิด เช่น หอย ปลากะตัก และปลาซาร์ดีน
  • การดื่มแอลกอฮอล์ — โดยเฉพาะเบียร์ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงโรคเกาต์ที่สูงขึ้น
  • เครื่องดื่มและอาหารที่มีน้ำตาลสูง — เครื่องดื่มที่มีฟรุกโตสสูงสามารถเพิ่มระดับกรดยูริกได้
  • ภาวะอ้วน — น้ำหนักตัวที่เกินเพิ่มการสร้างกรดยูริกและทำให้ไตขับออกได้ยากขึ้น
  • ภาวะสุขภาพบางอย่าง — ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคไต
  • การใช้ยาบางชนิด — โดยเฉพาะยาขับปัสสาวะที่ใช้รักษาความดันโลหิตสูง
  • ประวัติครอบครัว — การมีญาติใกล้ชิดที่เป็นโรคเกาต์เพิ่มความเสี่ยงส่วนบุคคล
  • เพศและอายุ — โรคเกาต์พบในผู้ชายมากกว่า แม้ความเสี่ยงในผู้หญิงจะเพิ่มขึ้นหลังวัยหมดประจำเดือน

อาการที่พบบ่อยเมื่อเกาต์กำเริบ

โรคเกาต์มักเกิดขึ้นที่ข้อโคนนิ้วหัวแม่เท้ามากที่สุด แต่ก็สามารถเกิดที่ข้ออื่น ๆ ได้ เช่น ข้อเท้า เข่า ข้อศอก ข้อมือ และนิ้วมือ อาการทั่วไปได้แก่:

  • ปวดข้ออย่างรุนแรง — มักถูกอธิบายว่ารู้สึกเหมือน “ไฟลุก” ที่ข้อ และมักเริ่มขึ้นอย่างกะทันหันในเวลากลางคืน
  • บวมและแดง — ข้อที่เป็นจะบวมอักเสบให้เห็นชัดเจน
  • เจ็บอย่างรุนแรงเมื่อสัมผัส — แม้แต่แรงกดเบา ๆ อย่างผ้าปูที่นอนก็อาจทำให้เจ็บได้
  • อุ่นบริเวณข้อ — ข้อที่เป็นอาจรู้สึกอุ่นเมื่อสัมผัส
  • ความรู้สึกไม่สบายที่หลงเหลือ — หลังอาการปวดรุนแรงที่สุดบรรเทาลง อาจยังมีอาการไม่สบายที่ข้อต่อเนื่องไปอีกหลายวันถึงหลายสัปดาห์

โรคเกาต์สามารถดำเนินผ่านหลายระยะ ตั้งแต่ระดับกรดยูริกสูงโดยไม่มีอาการ ไปจนถึงการกำเริบเฉียบพลัน ช่วงที่ไม่มีอาการระหว่างการกำเริบแต่ละครั้ง และในกรณีรุนแรงเรื้อรัง อาจเกิดก้อนสะสมที่เรียกว่า “โทฟัส” (tophi) ซึ่งสามารถทำลายข้อต่อถาวรได้

การวินิจฉัยโรคเกาต์

แพทย์มักซักประวัติอาการและประวัติสุขภาพ และอาจสั่งตรวจเลือดเพื่อวัดระดับกรดยูริก ในบางกรณีอาจมีการเจาะดูดของเหลวจากข้อที่มีอาการเพื่อตรวจหาผลึกยูเรตภายใต้กล้องจุลทรรศน์ ซึ่งช่วยยืนยันการวินิจฉัยได้

วิธีจัดการและป้องกันโรคเกาต์

  1. ปรับเปลี่ยนอาหาร
    จำกัดอาหารที่มีพิวรีนสูง เช่น เนื้อแดง เครื่องในสัตว์ และอาหารทะเลบางชนิด และลดการดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะเบียร์
  2. ดื่มน้ำให้เพียงพอ
    การดื่มน้ำให้เหมาะสมกับสุขภาพและคำแนะนำของแพทย์ช่วยสนับสนุนการขับกรดยูริกทางไต ผู้ที่มีโรคหัวใจหรือโรคไตควรสอบถามปริมาณน้ำที่เหมาะสมจากแพทย์
  3. รักษาน้ำหนักตัวให้เหมาะสม
    การลดน้ำหนักอย่างค่อยเป็นค่อยไปและสม่ำเสมอช่วยลดระดับกรดยูริกได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็วหรือการอดอาหาร เพราะอาจเพิ่มกรดยูริกชั่วคราวและกระตุ้นให้อาการกำเริบ
  4. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
    การออกกำลังกายเป็นประจำช่วยรักษาน้ำหนักตัวให้เหมาะสมและสนับสนุนสุขภาพเมตาบอลิซึมโดยรวม
  5. ใช้ยาตามที่แพทย์สั่ง
    แพทย์อาจใช้ยาต้านการอักเสบเพื่อบรรเทาอาการกำเริบ และอาจพิจารณายาลดระดับกรดยูริกในระยะยาว เช่น allopurinol สำหรับผู้ที่เหมาะสม ไม่ควรเริ่มหรือปรับยาเอง โดยเฉพาะหากมีโรคไต โรคกระเพาะอาหาร ใช้ยาละลายลิ่มเลือด หรือมีโรคประจำตัวอื่น

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์?

ควรพบแพทย์ทันทีหากมีอาการปวดข้ออย่างรุนแรงเฉียบพลัน โดยเฉพาะเมื่อมีอาการบวม แดง และร้อนร่วมด้วย และควรปรึกษาแพทย์หากอาการเกาต์กำเริบบ่อยครั้ง เนื่องจากโรคเกาต์ที่ไม่ได้รับการรักษาอาจนำไปสู่ความเสียหายของข้อต่อถาวร นิ่วในไต และภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ในระยะยาว

หากมีไข้ร่วมกับข้อร้อน บวม แดง หรือรู้สึกไม่สบายมาก ควรรับการประเมินทางการแพทย์โดยเร็ว เพราะอาจเป็นการติดเชื้อในข้อ ซึ่งจำเป็นต้องรักษาอย่างเร่งด่วน

สรุปสาระสำคัญ

โรคเกาต์เป็นข้ออักเสบชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อย แต่สามารถควบคุมได้ด้วยการผสมผสานระหว่างการปรับเปลี่ยนอาหาร การปรับพฤติกรรม และการใช้ยาที่เหมาะสม หากมีอาการเกาต์กำเริบ การรักษาอย่างทันท่วงทีสามารถบรรเทาอาการปวดได้ และลดความเสี่ยงของการกำเริบซ้ำและความเสียหายของข้อในระยะยาว

จัดทำโดย: ผศ นพ ภราดร ว่องวิกย์การ

แหล่งอ้างอิง

  1. National Institute of Arthritis and Musculoskeletal and Skin Diseases (NIAMS), NIH. Gout: Symptoms, Causes, & Risk Factors
  2. Mayo Clinic. Gout – Symptoms and Causes
  3. Cleveland Clinic. Gout: What It Is, Symptoms & Treatment

© 2026 Siammerx Co., Ltd