ภาวะตาแห้งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อดวงตาผลิตน้ำตาไม่เพียงพอ หรือน้ำตาที่ผลิตออกมามีคุณภาพไม่เหมาะสมและระเหยเร็วเกินไป แม้บางคนจะมีน้ำตาไหลมากก็ยังอาจมีภาวะตาแห้งได้ เพราะน้ำตาที่หลั่งออกมาอาจไม่สามารถเคลือบและปกป้องผิวดวงตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
น้ำตามีหน้าที่มากกว่าการทำให้ดวงตาชุ่มชื้น แต่ยังช่วยหล่อลื่นผิวตา ชะล้างฝุ่นและสิ่งแปลกปลอม ลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ และทำให้พื้นผิวกระจกตาเรียบเพื่อช่วยให้มองเห็นได้ชัดเจน เมื่อฟิล์มน้ำตาเสียสมดุล จึงอาจเกิดทั้งความไม่สบายตาและปัญหาการมองเห็นตามมา
ภาวะตาแห้งคืออะไร
ฟิล์มน้ำตาที่เคลือบอยู่บนผิวดวงตาประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญหลายส่วน ได้แก่ ชั้นไขมันที่ช่วยชะลอการระเหย ชั้นน้ำที่ให้ความชุ่มชื้นและชะล้างสิ่งแปลกปลอม และชั้นเมือกที่ช่วยให้น้ำตากระจายตัวบนผิวตาอย่างสม่ำเสมอ
หากต่อมน้ำตาผลิตน้ำได้น้อยเกินไป ต่อมไขมันบริเวณเปลือกตาทำงานผิดปกติ หรือน้ำตาระเหยเร็ว ฟิล์มน้ำตาจะไม่คงตัวและแตกตัวเร็วกว่าปกติ ผิวดวงตาจึงแห้ง ระคายเคือง และอาจเกิดการอักเสบได้ ภาวะตาแห้งจึงไม่ได้มีสาเหตุเดียว และผู้ป่วยหนึ่งคนอาจมีหลายปัจจัยร่วมกัน
ภาวะตาแห้งเกิดจากอะไร
สาเหตุหลักแบ่งได้เป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือดวงตาผลิตน้ำตาไม่เพียงพอ ซึ่งอาจสัมพันธ์กับอายุที่เพิ่มขึ้น การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน โรคภูมิคุ้มกันบางชนิด หรือผลจากยาบางประเภท
อีกกลุ่มคือการที่น้ำตาระเหยเร็วเกินไป สาเหตุที่พบได้บ่อยคือความผิดปกติของต่อมไมโบเมียนบริเวณขอบเปลือกตา ต่อมเหล่านี้มีหน้าที่ผลิตไขมันเพื่อเคลือบผิวน้ำตาและลดการระเหย เมื่อเกิดการอุดตันหรืออักเสบ น้ำตาจะสูญเสียชั้นไขมันและระเหยได้เร็วขึ้น
การใช้คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ หรือแท็บเล็ตติดต่อกันเป็นเวลานานก็มีส่วนสำคัญ เพราะขณะจดจ่อกับหน้าจอ คนเรามักกะพริบตาน้อยลงหรือกะพริบตาไม่สมบูรณ์ น้ำตาจึงกระจายบนผิวตาไม่ทั่วถึง นอกจากนี้ ลมจากพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศ อากาศแห้ง ฝุ่น ควันบุหรี่ และมลพิษยังสามารถเร่งการระเหยของน้ำตาและทำให้อาการรุนแรงขึ้นได้ การใส่คอนแทคเลนส์เป็นเวลานาน ปัญหาขอบเปลือกตา การแพ้บริเวณดวงตา และการผ่าตัดตาบางประเภทอาจเกี่ยวข้องกับภาวะตาแห้งเช่นกัน
โรคและยาที่อาจเกี่ยวข้อง
ภาวะตาแห้งอาจสัมพันธ์กับโรคเบาหวาน ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคลูปัส และโรคโจเกรน ซึ่งเป็นโรคภูมิคุ้มกันที่มักทำให้เกิดอาการตาแห้งร่วมกับปากแห้ง
ยาบางชนิดอาจลดการผลิตน้ำตาหรือทำให้อาการตาแห้งเด่นขึ้น เช่น ยาแก้แพ้ ยาลดคัดจมูก ยารักษาความดันโลหิตบางชนิด และยารักษาอาการซึมเศร้าบางชนิด อย่างไรก็ตาม ไม่ควรหยุดยาประจำด้วยตัวเอง หากสงสัยว่ายาที่ใช้อยู่เกี่ยวข้องกับอาการ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อประเมินและหาทางเลือกที่เหมาะสม
อาการที่ควรสังเกต
อาการของภาวะตาแห้งแตกต่างกันได้ในแต่ละคน อาการที่พบบ่อย ได้แก่ แสบตา ร้อนตา คันหรือระคายเคือง รู้สึกเหมือนมีทรายหรือสิ่งแปลกปลอมอยู่ในตา ตาแดง แพ้แสง และล้าตาง่าย
บางคนอาจมองเห็นพร่ามัวเป็นช่วงๆ โดยเฉพาะหลังอ่านหนังสือหรือใช้หน้าจอเป็นเวลานาน และอาจรู้สึกว่าการมองเห็นดีขึ้นชั่วคราวหลังจากกะพริบตา นอกจากนี้ยังอาจมีขี้ตาเหนียวเป็นเส้น ใส่คอนแทคเลนส์ได้ไม่สบาย หรือมีน้ำตาไหลมากกว่าปกติ
การที่น้ำตาไหลไม่ได้แปลว่าไม่มีภาวะตาแห้งเสมอไป เมื่อผิวดวงตาแห้งและระคายเคือง ร่างกายอาจตอบสนองด้วยการหลั่งน้ำตาออกมาจำนวนมาก แต่น้ำตาชนิดนี้อาจมีองค์ประกอบไม่สมดุลและไม่สามารถเคลือบผิวตาได้นาน อาการจึงยังคงอยู่
ใครบ้างมีความเสี่ยง
ภาวะตาแห้งสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่พบได้มากขึ้นในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ผู้หญิง โดยเฉพาะช่วงหลังหมดประจำเดือน ผู้ที่ใช้หน้าจอติดต่อกันนาน ผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์ และผู้ที่อยู่ในสถานที่ปรับอากาศหรือมีลมพัดเข้าตาเป็นประจำ
ผู้ที่มีโรคภูมิคุ้มกัน โรคเบาหวาน หรือความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ รวมถึงผู้ที่ใช้ยาซึ่งอาจลดการผลิตน้ำตาก็มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเช่นกัน
การตรวจวินิจฉัย
จักษุแพทย์จะซักประวัติอาการ การใช้ยา โรคประจำตัว พฤติกรรมการใช้หน้าจอ และการใส่คอนแทคเลนส์ จากนั้นอาจตรวจผิวดวงตา เปลือกตา และต่อมไขมัน รวมถึงประเมินปริมาณน้ำตา ระยะเวลาที่ฟิล์มน้ำตาแตกตัว และการย้อมสีเพื่อตรวจหาบริเวณผิวตาที่เสียหาย
การตรวจช่วยแยกว่าปัญหาเกิดจากการผลิตน้ำตาน้อย น้ำตาระเหยเร็ว หรือมีสาเหตุอื่นร่วมด้วย ซึ่งมีความสำคัญต่อการเลือกวิธีรักษา
การดูแลและการรักษา
ผู้ที่มีอาการไม่รุนแรงอาจเริ่มจากการปรับพฤติกรรม พักสายตาตามกฎ 20-20-20 คือทุก 20 นาที ให้มองวัตถุที่อยู่ห่างประมาณ 20 ฟุตหรือ 6 เมตร เป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที และตั้งใจกะพริบตาให้ครบ โดยเฉพาะระหว่างใช้หน้าจอ
ควรหลีกเลี่ยงลมจากพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศที่เป่าเข้าตาโดยตรง ลดการสัมผัสฝุ่น ควันบุหรี่ และมลพิษ หากอากาศแห้งอาจใช้เครื่องเพิ่มความชื้น และควรพักการใส่คอนแทคเลนส์เมื่อดวงตาระคายเคือง
น้ำตาเทียมสามารถช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและบรรเทาอาการได้ ผู้ที่ต้องหยอดบ่อยหรือใส่คอนแทคเลนส์ควรปรึกษาเภสัชกรหรือจักษุแพทย์เกี่ยวกับชนิดที่ไม่มีสารกันเสีย ไม่ควรใช้ยาหยอดตาที่เน้นลดตาแดงต่อเนื่องเพื่อรักษาตาแห้ง เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองหรืออาการตาแดงกลับเป็นมากขึ้น
หากมีความผิดปกติของต่อมไขมันบริเวณเปลือกตา จักษุแพทย์อาจแนะนำการประคบอุ่นและทำความสะอาดขอบเปลือกตาอย่างเหมาะสม ในผู้ที่มีอาการปานกลางถึงรุนแรง อาจต้องใช้ยาหยอดตาตามใบสั่งแพทย์ การอุดท่อน้ำตา หรือวิธีรักษาอื่นตามสาเหตุ ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาหยอดตาที่มีสเตียรอยด์มาใช้เอง
เมื่อไรควรพบจักษุแพทย์
ควรเข้ารับการตรวจหากอาการตาแห้งเกิดขึ้นต่อเนื่อง รบกวนการทำงานหรือการใช้ชีวิต หรือไม่ดีขึ้นหลังปรับพฤติกรรมและใช้น้ำตาเทียมอย่างเหมาะสม
ควรพบแพทย์โดยเร็วหากมีอาการปวดตามาก ตาแดงรุนแรง แพ้แสงมาก ตามัวต่อเนื่องหรือการมองเห็นลดลง มีขี้ตาผิดปกติ ได้รับบาดเจ็บหรือสารเคมีเข้าตา หรือมีอาการปวดและตาแดงขณะใส่คอนแทคเลนส์ เพราะอาการเหล่านี้อาจเกิดจากภาวะอื่นที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน
สรุป
ภาวะตาแห้งเกิดจากความผิดปกติของปริมาณหรือคุณภาพน้ำตา และมักเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ทั้งการใช้หน้าจอ สภาพแวดล้อม อายุ ฮอร์โมน คอนแทคเลนส์ ยา และโรคประจำตัว แม้หลายกรณีจะเริ่มต้นด้วยอาการระคายเคืองเล็กน้อย แต่ภาวะตาแห้งที่รุนแรงและไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้ผิวกระจกตาเสียหายและส่งผลต่อการมองเห็นได้
การพักสายตา กะพริบตาให้ครบ ลดลมและสิ่งระคายเคือง รวมถึงเลือกใช้น้ำตาเทียมอย่างเหมาะสมสามารถช่วยบรรเทาอาการได้ แต่หากอาการเป็นต่อเนื่องหรือมีการมองเห็นผิดปกติ การตรวจโดยจักษุแพทย์จะช่วยค้นหาสาเหตุและเลือกการรักษาที่ตรงกับปัญหามากที่สุด
จัดทำโดย: ภญ. ปุณยนุช อังคะนาวิน
แหล่งอ้างอิง
- National Eye Institute. Dry Eye
- American Academy of Ophthalmology. What Is Dry Eye?
- Mayo Clinic. Dry Eyes—Symptoms and Causes
TH
EN
CN
JAP
AR