ฉีดวัคซีนฟรี

ไวรัส RSV: อาการ การติดต่อ และวิธีป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจ

22 จำนวนผู้เข้าชม |

07/09/2026


ไวรัส RSV: อาการ การติดต่อ และวิธีป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจ

ไวรัส RSV เป็นหนึ่งในสาเหตุที่พบบ่อยของการติดเชื้อทางเดินหายใจในคนทุกวัย โดยอาการส่วนใหญ่มักคล้ายโรคหวัด เช่น มีน้ำมูก ไอ จาม หรือมีไข้ ผู้ติดเชื้อจำนวนมากสามารถหายได้เองภายในหนึ่งถึงสองสัปดาห์ แต่ในทารก เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด เชื้ออาจลงสู่ทางเดินหายใจส่วนล่างและทำให้เกิดหลอดลมฝอยอักเสบหรือปอดอักเสบได้

สิ่งที่ทำให้การติดเชื้อ RSV ต้องได้รับความใส่ใจเป็นพิเศษคือ ทารกอาจไม่แสดงอาการหวัดอย่างชัดเจน แต่อาจเริ่มจากการกินนมน้อยลง งอแง ซึม หรือหายใจผิดปกติ การสังเกตอาการและรู้จักสัญญาณอันตรายจึงช่วยให้ผู้ดูแลพาเด็กไปพบแพทย์ได้อย่างเหมาะสม

ไวรัส RSV คืออะไร

RSV ย่อมาจาก Respiratory Syncytial Virus เป็นไวรัสที่ทำให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ตั้งแต่บริเวณจมูก ลำคอ หลอดลม ไปจนถึงปอด คนทุกวัยสามารถติดเชื้อได้ และแม้เคยติดเชื้อมาแล้วก็ยังสามารถติดซ้ำได้อีก เนื่องจากภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นไม่ได้ป้องกันการติดเชื้อครั้งใหม่ได้อย่างสมบูรณ์

เด็กเกือบทุกคนมีโอกาสติดเชื้อ RSV อย่างน้อยหนึ่งครั้งภายในช่วงสองปีแรกของชีวิต เด็กส่วนใหญ่จะมีอาการไม่รุนแรงและคล้ายหวัดทั่วไป แต่ทารกบางราย โดยเฉพาะทารกอายุน้อยหรือทารกคลอดก่อนกำหนด อาจเกิดการอักเสบของหลอดลมฝอย ซึ่งเป็นทางเดินหายใจขนาดเล็กภายในปอด เมื่อหลอดลมฝอยบวมและมีเสมหะสะสม เด็กอาจหายใจเร็ว หายใจลำบาก หรือมีเสียงหวีดได้

ในผู้ใหญ่ การติดเชื้อ RSV มักทำให้เกิดอาการคล้ายหวัดเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ และผู้ที่มีโรคหัวใจหรือโรคปอดเรื้อรัง อาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดปอดอักเสบหรือภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงกว่า

ไวรัส RSV ติดต่ออย่างไร

ไวรัส RSV สามารถแพร่จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งผ่านสารคัดหลั่งจากระบบทางเดินหายใจ เมื่อผู้ติดเชื้อไอหรือจาม ละอองที่มีเชื้ออาจเข้าสู่ตา จมูก หรือปากของผู้ที่อยู่ใกล้เคียง การสัมผัสโดยตรง เช่น การกอดหรือจูบใบหน้าเด็กที่ติดเชื้อ ก็อาจทำให้ได้รับเชื้อได้เช่นกัน

เชื้อยังสามารถแพร่ผ่านการสัมผัสสิ่งของหรือพื้นผิวที่ปนเปื้อน เช่น ลูกบิดประตู โต๊ะ ของเล่น หรือราวเตียง แล้วนำมือมาสัมผัสใบหน้าโดยไม่ได้ล้างมือ การใช้แก้วน้ำ ช้อน ผ้าเช็ดหน้า หรือของใช้ส่วนตัวร่วมกันจึงอาจเพิ่มโอกาสในการแพร่เชื้อ

ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่อาจแพร่เชื้อได้ประมาณสามถึงแปดวัน และสามารถเริ่มแพร่เชื้อก่อนแสดงอาการได้ แต่ทารกและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอบางรายอาจแพร่เชื้อได้นานหลายสัปดาห์ แม้อาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม

สถานที่ที่มีเด็กอยู่รวมกัน เช่น ศูนย์เด็กเล็ก โรงเรียน หรือสถานรับเลี้ยงเด็ก เป็นบริเวณที่เชื้อสามารถแพร่กระจายได้ง่าย เด็กที่ได้รับเชื้อจากภายนอกอาจนำเชื้อกลับมาแพร่ให้พ่อแม่ ปู่ย่าตายาย หรือสมาชิกคนอื่นภายในครอบครัวได้

อาการที่ควรสังเกต

อาการของการติดเชื้อ RSV มักเริ่มภายในประมาณสี่ถึงหกวันหลังได้รับเชื้อ และอาจค่อย ๆ ปรากฏทีละอาการ ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งหมด อาการทั่วไป ได้แก่ มีน้ำมูก คัดจมูก ไอ จาม มีไข้ เจ็บคอ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย หรือหายใจมีเสียงหวีด

สำหรับทารกอายุน้อยมาก อาการอาจแตกต่างจากเด็กโตและผู้ใหญ่ ทารกบางรายอาจไม่มีไข้หรืออาการหวัดที่ชัดเจน แต่อาจงอแงผิดปกติ ดูดนมหรือกินนมได้น้อยลง เคลื่อนไหวน้อยลง ซึม หรือเริ่มหายใจลำบาก ทารกบางราย โดยเฉพาะทารกคลอดก่อนกำหนด อาจมีช่วงที่หยุดหายใจเป็นระยะ

หากการติดเชื้อลุกลามลงสู่ทางเดินหายใจส่วนล่าง ผู้ป่วยอาจไอมากขึ้น หายใจเร็ว หายใจมีเสียงหวีด เหนื่อยง่าย หรือใช้แรงในการหายใจมากกว่าปกติ ในทารกอาจสังเกตเห็นจมูกบาน หน้าอกหรือบริเวณใต้ชายโครงบุ๋มลงขณะหายใจ และอาจกินนมไม่ได้เพียงพอเพราะต้องหยุดดูดนมเพื่อหายใจ

ผู้สูงอายุบางรายอาจไม่มีไข้หรืออาการทางเดินหายใจที่เด่นชัด แต่อาจอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร สับสน หรือมีอาการของโรคประจำตัวกำเริบ เช่น หอบมากขึ้นจากโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หรือเหนื่อยและบวมมากขึ้นจากภาวะหัวใจล้มเหลว

ใครมีความเสี่ยงต่ออาการรุนแรง

แม้คนทุกวัยสามารถติดเชื้อ RSV ได้ แต่ทารกอายุน้อยกว่า 6 เดือนและทารกที่คลอดก่อนกำหนดมีความเสี่ยงต่ออาการรุนแรงมากกว่า เนื่องจากทางเดินหายใจมีขนาดเล็กและระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ เมื่อเกิดการอักเสบหรือมีเสมหะเพียงเล็กน้อยจึงอาจกระทบต่อการหายใจได้มาก

เด็กที่มีโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด โรคปอดเรื้อรัง หรือภูมิคุ้มกันอ่อนแอควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีสุขภาพเปราะบางหรืออาศัยอยู่ในสถานดูแลผู้สูงอายุ ก็มีความเสี่ยงต่อการเกิดปอดอักเสบและภาวะแทรกซ้อนจาก RSV มากขึ้น

ผู้ที่เป็นโรคหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหัวใจ หรือมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง อาจมีอาการรุนแรงหรือมีโรคเดิมกำเริบได้ นอกจากนี้ การได้รับควันบุหรี่และมลพิษทางอากาศอาจทำให้ทางเดินหายใจระคายเคืองและเพิ่มความเสี่ยงต่ออาการรุนแรงในเด็กได้

อาการแบบไหนควรรีบไปโรงพยาบาล

ควรรีบพาผู้ป่วยไปโรงพยาบาลทันทีหากมีอาการหายใจลำบาก หอบเหนื่อย หายใจเร็วผิดปกติ หน้าอกหรือบริเวณใต้ชายโครงบุ๋มขณะหายใจ จมูกบาน หรือหายใจมีเสียงดังมากกว่าปกติ หากริมฝีปาก ใบหน้า หรือปลายมือปลายเท้ามีสีคล้ำ อาจเป็นสัญญาณว่าร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอและต้องได้รับการดูแลฉุกเฉิน

ทารกที่หยุดหายใจเป็นช่วง ๆ กินนมไม่ได้ ปัสสาวะน้อยลง ซึม ปลุกตื่นยาก หรือไม่ตอบสนองตามปกติ ควรได้รับการประเมินจากแพทย์โดยเร็ว อาการปากแห้ง ไม่มีน้ำตาเวลาร้อง หรือผ้าอ้อมแห้งนานกว่าปกติอาจบ่งบอกถึงภาวะขาดน้ำ

ในเด็กโตและผู้ใหญ่ ควรไปโรงพยาบาลหากมีอาการเจ็บหรือแน่นหน้าอก หายใจลำบาก เวียนศีรษะ สับสน ดื่มน้ำไม่ได้ หรืออาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว ผู้สูงอายุและผู้มีโรคหัวใจ โรคปอด หรือภูมิคุ้มกันอ่อนแอควรปรึกษาแพทย์ตั้งแต่ระยะแรกหากมีอาการผิดปกติ

สำหรับทารกอายุต่ำกว่า 3 เดือนที่มีไข้ ควรได้รับการประเมินจากแพทย์โดยเร็ว ไม่ควรรอดูอาการหรือซื้อยารักษาเอง

การวินิจฉัยการติดเชื้อ RSV

แพทย์อาจวินิจฉัยการติดเชื้อ RSV จากประวัติอาการ ประวัติการสัมผัสผู้ป่วย และการตรวจร่างกาย โดยจะประเมินลักษณะการหายใจ อัตราการหายใจ เสียงปอด ระดับออกซิเจน ภาวะขาดน้ำ และความสามารถในการกินนมหรือดื่มน้ำ

ในผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการรุนแรง อยู่ในกลุ่มเสี่ยง หรือต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล แพทย์อาจเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งจากจมูกเพื่อตรวจหาเชื้อ RSV ด้วยวิธีตรวจแอนติเจนหรือสารพันธุกรรมของไวรัส

การเอกซเรย์ทรวงอกและการตรวจเลือดไม่จำเป็นสำหรับผู้ป่วยทุกราย แพทย์อาจพิจารณาเมื่อสงสัยปอดอักเสบ ภาวะแทรกซ้อน หรือโรคอื่นที่มีอาการคล้ายกัน เช่น ไข้หวัดใหญ่หรือโควิด-19

การรักษาและการดูแล

ผู้ติดเชื้อ RSV ส่วนใหญ่มักดีขึ้นได้เองภายในหนึ่งถึงสองสัปดาห์ การรักษาหลักจึงเป็นการดูแลตามอาการ รักษาระดับน้ำและออกซิเจนในร่างกายให้เพียงพอ และเฝ้าระวังไม่ให้อาการรุนแรงขึ้น

ยาต้านไวรัสไม่ได้ใช้เป็นการรักษาตามปกติสำหรับผู้ป่วย RSV ทั่วไป ส่วนยาปฏิชีวนะไม่สามารถกำจัดไวรัสได้ แพทย์จะพิจารณาใช้ยาปฏิชีวนะเฉพาะเมื่อสงสัยหรือพบการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วยเท่านั้น

ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงอาจต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล การดูแลอาจประกอบด้วยการให้ออกซิเจน การดูดน้ำมูกหรือสารคัดหลั่ง การให้สารน้ำเมื่อดื่มน้ำหรือกินนมไม่ได้ และการช่วยหายใจในผู้ที่มีภาวะหายใจล้มเหลว แนวทางรักษาจะขึ้นอยู่กับอายุ ความรุนแรง โรคประจำตัว และดุลยพินิจของแพทย์

หากผู้ป่วยมีอาการไม่รุนแรงและสามารถดูแลที่บ้านได้ ควรพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำเป็นระยะ และสังเกตการหายใจอย่างใกล้ชิด สำหรับทารก อาจแบ่งให้กินนมครั้งละน้อยแต่บ่อยขึ้น หากจมูกอุดตันสามารถใช้น้ำเกลือหยอดจมูกและทำความสะอาดน้ำมูกอย่างเหมาะสมเพื่อช่วยให้หายใจและกินนมสะดวกขึ้น

การใช้ยาลดไข้หรือยาบรรเทาอาการควรเป็นไปตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร ไม่ควรให้ยาแอสไพรินแก่เด็ก และไม่ควรซื้อยาแก้ไอ ยาปฏิชีวนะ หรือยาชนิดอื่นให้เด็กใช้เอง เนื่องจากยาบางชนิดอาจไม่เหมาะกับอายุหรืออาจเกิดผลข้างเคียงได้

การป้องกันและลดการแพร่เชื้อ

การล้างมือด้วยสบู่และน้ำอย่างสม่ำเสมอเป็นวิธีพื้นฐานที่ช่วยลดการแพร่เชื้อได้ ควรหลีกเลี่ยงการใช้มือที่ยังไม่ได้ล้างสัมผัสตา จมูก และปาก รวมถึงปิดปากและจมูกด้วยกระดาษทิชชูหรือข้อพับแขนเมื่อไอหรือจาม

ของเล่น ลูกบิดประตู โต๊ะ ราวเตียง และพื้นผิวที่สัมผัสบ่อยควรได้รับการทำความสะอาดเป็นประจำ ไม่ควรใช้แก้วน้ำ ช้อน ผ้าเช็ดหน้า หรือของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น หากมีอาการป่วยควรพักอยู่บ้าน หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับทารก ผู้สูงอายุ และผู้มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ พร้อมเปิดให้อากาศถ่ายเทเมื่อทำได้

ผู้ปกครองและสมาชิกในครอบครัวควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่หรือใช้บุหรี่ไฟฟ้าใกล้เด็ก เพราะควันและสารระคายเคืองอาจส่งผลต่อทางเดินหายใจและเพิ่มความเสี่ยงต่ออาการรุนแรงได้

ปัจจุบันมีวัคซีนและภูมิคุ้มกันสำเร็จรูปบางประเภทที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรค RSV รุนแรงในประชากรบางกลุ่ม เช่น หญิงตั้งครรภ์ ทารก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุมัติ กลุ่มเป้าหมาย และแนวทางการให้แตกต่างกันในแต่ละประเทศ ผู้ที่สนใจควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมและตรวจสอบแนวทางที่ใช้ในประเทศไทย

สรุป

ไวรัส RSV เป็นเชื้อทางเดินหายใจที่พบได้ในคนทุกวัย ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มักมีอาการคล้ายหวัดและสามารถหายได้เอง แต่ทารก เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิดอาจเกิดหลอดลมฝอยอักเสบ ปอดอักเสบ หรืออาการรุนแรงได้

การล้างมือ ทำความสะอาดพื้นผิว ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกัน หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้อื่นขณะป่วย และไม่ให้เด็กสัมผัสควันบุหรี่ มีส่วนช่วยลดการแพร่เชื้อได้ ผู้ดูแลควรสังเกตการหายใจ การกินนม ปริมาณปัสสาวะ และระดับความรู้สึกตัว หากพบอาการหอบเหนื่อย ตัวเขียว หยุดหายใจ กินไม่ได้ หรือซึมลง ควรรีบพาผู้ป่วยไปโรงพยาบาลทันที

จัดทำโดย: ภญ. ปุณยนุช อังคะนาวิน

แหล่งอ้างอิง

  1. World Health Organization. Respiratory syncytial virus (RSV)
  2. Centers for Disease Control and Prevention. Symptoms and Care of RSV
  3. National Health Service. Respiratory syncytial virus (RSV)

© 2026 Siammerx Co., Ltd