ไวรัสตับอักเสบอี (Hepatitis E virus: HEV) เป็นหนึ่งในสาเหตุของโรคตับอักเสบจากเชื้อไวรัสที่พบได้ทั่วโลก แม้หลายกรณีผู้ติดเชื้อสามารถหายได้เองโดยไม่มีภาวะแทรกซ้อน แต่ในบางกลุ่ม เช่น หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ หรือผู้ที่มีโรคตับอยู่เดิม อาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรครุนแรงได้
สิ่งที่ทำให้การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบอีเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญ คือ เชื้อสามารถแพร่กระจายผ่านอาหารและน้ำที่ปนเปื้อน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีปัญหาด้านสุขอนามัย ทำให้การป้องกันและการรับรู้ถึงอาการเริ่มต้นมีบทบาทสำคัญในการลดความเสี่ยงต่อโรค
ไวรัสตับอักเสบอี (Hepatitis E) คืออะไร
ไวรัสตับอักเสบอีเกิดจากการติดเชื้อ Hepatitis E virus (HEV) ซึ่งเป็นไวรัสที่มีเป้าหมายหลักคือเซลล์ตับ เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบของตับ ส่งผลให้ตับทำงานผิดปกติในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
การติดเชื้อ HEV ส่วนใหญ่มักเป็นโรคแบบเฉียบพลัน (Acute hepatitis E) หมายถึงเกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ และร่างกายสามารถกำจัดเชื้อได้เองในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันปกติ
อย่างไรก็ตาม ในบางราย โดยเฉพาะผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง อาจเกิดการติดเชื้อเรื้อรังและนำไปสู่ความเสียหายของตับในระยะยาวได้
ไวรัสตับอักเสบอีติดต่อได้อย่างไร
ช่องทางการติดต่อที่พบบ่อยที่สุดของไวรัสตับอักเสบอี คือ การรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัส
เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านระบบทางเดินอาหาร โดยมีสาเหตุสำคัญ ได้แก่
- การดื่มน้ำที่ไม่สะอาดหรือมีการปนเปื้อนของเชื้อ
- การรับประทานอาหารที่ปรุงไม่สุก โดยเฉพาะเนื้อสัตว์บางชนิด
- การรับประทานอาหารที่ผ่านการเตรียมโดยไม่มีสุขอนามัยที่เหมาะสม
ในบางพื้นที่ เชื้อ HEV สามารถแพร่จากสัตว์สู่คนได้ โดยเฉพาะจากสัตว์บางชนิดที่อาจเป็นแหล่งสะสมของเชื้อ
อาการของโรคไวรัสตับอักเสบอี
ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบอีบางรายอาจไม่มีอาการ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย ทำให้ไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อ
เมื่อมีอาการ อาการที่พบได้ ได้แก่
- อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
- เบื่ออาหาร
- คลื่นไส้หรืออาเจียน
- ปวดท้องบริเวณชายโครงขวา
- มีไข้
- ปัสสาวะสีเข้ม
- อุจจาระสีซีด
- ผิวหนังและดวงตาเป็นสีเหลือง (ดีซ่าน)
อาการเหล่านี้เกิดจากการที่ตับไม่สามารถทำงานได้ตามปกติระหว่างที่เกิดการอักเสบ
โรคนี้พัฒนาอย่างไร
หลังจากเชื้อ HEV เข้าสู่ร่างกาย เชื้อจะเพิ่มจำนวนในตับและกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ตอบสนอง ทำให้เกิดการอักเสบของเซลล์ตับ
โดยทั่วไปโรคแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะสำคัญ
การติดเชื้อแบบเฉียบพลัน
เป็นรูปแบบที่พบมากที่สุด ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถฟื้นตัวได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ถึงหลายเดือน โดยตับสามารถกลับมาทำงานได้ตามปกติ
การติดเชื้อแบบเรื้อรัง
พบได้น้อยกว่า แต่มักเกิดในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ได้รับยากดภูมิคุ้มกันหลังการปลูกถ่ายอวัยวะ หรือผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันผิดปกติ
ภาวะนี้อาจทำให้เกิดการอักเสบของตับต่อเนื่อง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดพังผืดในตับ
กลุ่มเสี่ยงที่ควรระวังโรคไวรัสตับอักเสบอี
แม้ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบอีส่วนใหญ่สามารถหายได้เอง แต่บางกลุ่มมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรครุนแรงมากกว่าคนทั่วไป ได้แก่
หญิงตั้งครรภ์
หญิงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 มีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อ HEV มากขึ้น เมื่อเทียบกับประชากรทั่วไป
ในบางรายอาจเกิดภาวะตับอักเสบรุนแรง ส่งผลต่อสุขภาพของมารดาและทารก จึงควรได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิดหากมีอาการที่สงสัยว่าเกี่ยวข้องกับโรคตับอักเสบ
ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ
ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันทำงานลดลง เช่น ผู้ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน ผู้ปลูกถ่ายอวัยวะ หรือผู้ที่มีโรคบางชนิดที่ส่งผลต่อภูมิคุ้มกัน อาจมีความเสี่ยงที่เชื้อ HEV จะไม่ถูกกำจัดออกจากร่างกาย และเกิดการติดเชื้อเรื้อรังได้
ผู้ที่มีโรคตับเดิม
ผู้ที่มีโรคตับอยู่ก่อน เช่น โรคตับแข็ง หรือภาวะตับทำงานผิดปกติ อาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดความเสียหายของตับมากขึ้น หากเกิดการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบอีร่วมด้วย
ภาวะแทรกซ้อนของโรคไวรัสตับอักเสบอี
ในผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง การติดเชื้อ HEV มักไม่ก่อให้เกิดปัญหาระยะยาว แต่ในบางกรณีอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ เช่น
ภาวะตับอักเสบรุนแรง
ผู้ป่วยบางรายอาจเกิดการอักเสบของตับอย่างรุนแรง ทำให้ตับไม่สามารถทำหน้าที่ได้ตามปกติ อาจมีอาการตัวเหลืองมาก เหนื่อยผิดปกติ หรือมีความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด
การติดเชื้อเรื้อรัง
พบได้ไม่บ่อย แต่สามารถเกิดขึ้นในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ โดยเชื้ออาจอยู่ในร่างกายเป็นเวลานานและทำให้เกิดความเสียหายของตับอย่างต่อเนื่อง
ผลกระทบต่อทารกในครรภ์
หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อ HEV โดยเฉพาะในช่วงท้ายของการตั้งครรภ์ อาจมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่ส่งผลต่อทั้งมารดาและทารก
การวินิจฉัยโรคไวรัสตับอักเสบอี
แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคได้จากการประเมินอาการ ประวัติการสัมผัสความเสี่ยง และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ
การตรวจที่อาจใช้ ได้แก่
- การตรวจเลือดเพื่อดูการทำงานของตับ เช่น ระดับเอนไซม์ตับ
- การตรวจหาแอนติบอดีต่อเชื้อ HEV
- การตรวจสารพันธุกรรมของไวรัส (HEV RNA) ในบางกรณี โดยเฉพาะผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ
เนื่องจากอาการของไวรัสตับอักเสบอีอาจคล้ายกับโรคตับอักเสบชนิดอื่น การตรวจเพิ่มเติมจึงมีความสำคัญเพื่อยืนยันสาเหตุของโรค
การรักษาโรคไวรัสตับอักเสบอี
ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันปกติ โรคไวรัสตับอักเสบอีส่วนใหญ่มักหายได้เอง การรักษาจึงเน้นไปที่การดูแลร่างกายและลดภาระของตับ ได้แก่
- พักผ่อนให้เพียงพอ
- ดื่มน้ำอย่างเหมาะสม
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
- หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสารที่อาจทำร้ายตับ
- รับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์
สำหรับผู้ที่มีการติดเชื้อเรื้อรังหรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ แพทย์อาจพิจารณาการรักษาเฉพาะทาง เช่น การปรับยากดภูมิคุ้มกัน หรือการใช้ยาต้านไวรัสบางชนิดตามความเหมาะสม
วิธีป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบอี
ปัจจุบันการป้องกันการติดเชื้อ HEV ทำได้โดยเน้นการลดโอกาสสัมผัสเชื้อและรักษาสุขอนามัยที่ดี
แนวทางป้องกัน ได้แก่
รับประทานอาหารที่ปรุงสุก
ควรรับประทานเนื้อสัตว์และอาหารทะเลที่ผ่านการปรุงสุกอย่างเหมาะสม หลีกเลี่ยงอาหารดิบหรือกึ่งสุกที่อาจมีเชื้อปนเปื้อน
ดื่มน้ำสะอาด
ควรเลือกดื่มน้ำที่ผ่านการรับรองความสะอาด โดยเฉพาะเมื่อเดินทางไปพื้นที่ที่มีความเสี่ยงด้านสุขอนามัย
รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล
การล้างมือด้วยสบู่ก่อนรับประทานอาหาร หลังเข้าห้องน้ำ และก่อนเตรียมอาหาร เป็นวิธีสำคัญที่ช่วยลดการแพร่กระจายของเชื้อ
ระมัดระวังในกลุ่มเสี่ยง
หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ และผู้มีโรคตับเดิม ควรให้ความสำคัญกับการป้องกันมากเป็นพิเศษ
สรุป
ไวรัสตับอักเสบอี (Hepatitis E virus: HEV) เป็นโรคติดเชื้อที่ส่งผลต่อตับและสามารถแพร่กระจายผ่านอาหารและน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ แม้ว่าผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่สามารถฟื้นตัวได้เอง แต่บางกลุ่ม เช่น หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ และผู้ที่มีโรคตับเดิม อาจมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงกว่า
การป้องกันด้วยการรับประทานอาหารที่ปรุงสุก ดื่มน้ำสะอาด และรักษาสุขอนามัยเป็นวิธีสำคัญในการลดความเสี่ยง การตระหนักถึงอาการผิดปกติและเข้ารับการตรวจเมื่อมีความเสี่ยง จะช่วยให้สามารถดูแลรักษาได้อย่างเหมาะสมและลดโอกาสเกิดความเสียหายต่อตับในระยะยาว
จัดทำโดย: ภญ. ปุณยนุช อังคะนาวิน
อ้างอิง
- World Health Organization. Hepatitis E
- Centers for Disease Control and Prevention. Hepatitis E
- Mayo Clinic. Hepatitis E
TH
EN
CN
JAP
AR