บาดแผลเล็ก ๆ รอยถลอก หรือแม้แต่การบาดเจ็บที่ดูไม่รุนแรง ส่วนใหญ่มักหายได้ตามปกติ แต่ในบางกรณี เชื้อแบคทีเรียสามารถเข้าสู่เนื้อเยื่อและทำให้เกิดการติดเชื้อที่ลุกลามอย่างรวดเร็วได้ หนึ่งในภาวะที่สำคัญคือ “เนโครไทซิงฟาสซิไอติส” (Necrotizing Fasciitis) ซึ่งมักถูกเรียกในภาษาทั่วไปว่า “โรคแบคทีเรียกินเนื้อ”
ชื่อดังกล่าวอาจทำให้เข้าใจว่าแบคทีเรียกัดกินเนื้อโดยตรง แต่ในความเป็นจริง โรคนี้เป็นการติดเชื้อที่ทำให้เนื้อเยื่อบริเวณพังผืดและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังเกิดการอักเสบ ขาดเลือด และตายอย่างรวดเร็ว หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที การติดเชื้อสามารถลุกลามและส่งผลกระทบต่ออวัยวะสำคัญของร่างกายได้
เนโครไทซิงฟาสซิไอติสคืออะไร
เนโครไทซิงฟาสซิไอติสเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียที่เกิดขึ้นบริเวณเนื้อเยื่ออ่อน โดยเฉพาะชั้นพังผืดหรือ fascia ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อที่อยู่ใต้ผิวหนังและช่วยห่อหุ้มกล้ามเนื้อ เส้นเลือด และโครงสร้างต่าง ๆ ของร่างกาย
เมื่อเกิดการติดเชื้อ เชื้อแบคทีเรียและกระบวนการอักเสบสามารถแพร่กระจายไปตามชั้นพังผืดได้อย่างรวดเร็ว ทำให้หลอดเลือดขนาดเล็กบริเวณนั้นเสียหาย เลือดไปเลี้ยงเนื้อเยื่อลดลง และนำไปสู่การตายของเนื้อเยื่อ
ในช่วงแรก ผิวหนังด้านนอกอาจยังดูไม่รุนแรงมากนัก ทั้งที่การติดเชื้อในเนื้อเยื่อชั้นลึกอาจลุกลามไปแล้ว จึงเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้การวินิจฉัยโรคนี้ในระยะแรกทำได้ยาก
ทำไมเนโครไทซิงฟาสซิไอติสจึงเป็นภาวะที่ต้องรีบรักษา
ลักษณะสำคัญของโรคนี้คือการดำเนินโรคที่รวดเร็ว การติดเชื้ออาจลุกลามภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหรือไม่กี่วัน หากปล่อยไว้อาจทำให้เนื้อเยื่อถูกทำลายเป็นบริเวณกว้าง และเชื้อหรือการตอบสนองต่อการติดเชื้ออาจส่งผลต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกาย
ผู้ป่วยบางรายอาจเกิดภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดหรือ sepsis ความดันโลหิตต่ำ ภาวะช็อก หรืออวัยวะล้มเหลวได้ การรักษาจึงไม่ควรรอให้อาการทางผิวหนังชัดเจนก่อน หากแพทย์สงสัยโรคนี้จากอาการและการตรวจร่างกาย อาจต้องเริ่มการรักษาอย่างรวดเร็ว
สาเหตุของเนโครไทซิงฟาสซิไอติส
เนโครไทซิงฟาสซิไอติสสามารถเกิดจากแบคทีเรียได้หลายชนิด ไม่ได้เกิดจากเชื้อชนิดเดียวเสมอไป โดยเชื้อที่พบได้ ได้แก่ Streptococcus pyogenes หรือเชื้อสเตรปโตคอคคัสกลุ่มเอ (Group A Streptococcus) รวมถึงแบคทีเรียชนิดอื่น หรืออาจเป็นการติดเชื้อร่วมกันของแบคทีเรียหลายชนิด
เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านบริเวณที่ผิวหนังเสียหาย เช่น บาดแผล รอยถลอก แผลถูกของมีคมบาด แผลไฟไหม้ แมลงกัดต่อย แผลหลังการผ่าตัด หรือบาดแผลจากการเจาะผิวหนัง
อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางรายอาจเกิดโรคหลังการบาดเจ็บที่ไม่ได้ทำให้ผิวหนังแตกอย่างชัดเจน และบางครั้งอาจไม่สามารถระบุทางเข้าของเชื้อได้แน่นอน ดังนั้นการไม่มีแผลขนาดใหญ่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโอกาสเกิดโรคนี้
ใครมีความเสี่ยงมากขึ้น
เนโครไทซิงฟาสซิไอติสสามารถเกิดขึ้นได้แม้ในคนที่เคยมีสุขภาพแข็งแรง แต่ผู้ที่มีภาวะบางอย่างอาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เช่น ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน โรคไต โรคตับแข็ง โรคมะเร็ง หรือมีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
ผู้ที่มีบาดแผลเปิด แผลผ่าตัด แผลไหม้ หรือผิวหนังได้รับความเสียหายก็อาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เนื่องจากบาดแผลสามารถเป็นทางเข้าสำหรับเชื้อแบคทีเรียได้
การมีปัจจัยเสี่ยงไม่ได้หมายความว่าจะเกิดโรคนี้อย่างแน่นอน และในทางกลับกัน คนที่ไม่มีโรคประจำตัวก็สามารถเกิดเนโครไทซิงฟาสซิไอติสได้เช่นกัน
อาการของเนโครไทซิงฟาสซิไอติสที่ควรสังเกต
ในระยะแรก อาการของโรคอาจคล้ายการติดเชื้อผิวหนังทั่วไป เช่น ผิวหนังแดง บวม ร้อน กดเจ็บ และมีไข้ จึงอาจทำให้แยกจากภาวะเซลลูไลติสหรือการอักเสบของผิวหนังชนิดอื่นได้ยาก
หนึ่งในลักษณะที่สำคัญคืออาการปวดอย่างรุนแรงหรือปวดมากกว่าที่คาดเมื่อเทียบกับลักษณะของบาดแผลหรือความผิดปกติที่เห็นจากภายนอก บางคนอาจรู้สึกปวดออกไปนอกบริเวณผิวหนังที่เห็นว่าบวมแดง เนื่องจากการติดเชื้อสามารถแพร่กระจายในเนื้อเยื่อชั้นลึกได้
เมื่อโรคดำเนินมากขึ้น บริเวณผิวหนังอาจบวมและเปลี่ยนสี จากแดงเป็นสีคล้ำ ม่วง เทา หรือดำ อาจเกิดตุ่มพอง มีของเหลวหรือหนองไหลออกจากแผล และเนื้อเยื่อบางบริเวณอาจสูญเสียความรู้สึกเมื่อเส้นประสาทบริเวณนั้นได้รับความเสียหาย
นอกจากอาการเฉพาะที่แล้ว ผู้ป่วยอาจมีไข้ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย เวียนศีรษะ หรือมีอาการสับสนร่วมด้วย
อาการแบบไหนควรรีบไปโรงพยาบาล
เนโครไทซิงฟาสซิไอติสเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ หากพบอาการที่น่าสงสัยไม่ควรรอดูอาการหรือพยายามรักษาบาดแผลด้วยตนเอง โดยเฉพาะเมื่อมีอาการดังต่อไปนี้
- มีแผลหรือบริเวณผิวหนังแดง บวม ร้อน และลุกลามอย่างรวดเร็ว ร่วมกับอาการปวดรุนแรงหรือปวดมากกว่าที่ควรจะเป็นจากลักษณะแผล
- มีไข้หรืออาการคล้ายติดเชื้อทั่วร่างกายร่วมกับบาดแผลหรือผิวหนังบวมแดง
- ผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีม่วง เทา หรือดำ หรือเริ่มมีตุ่มพองบริเวณที่ติดเชื้อ
- มีหนองหรือของเหลวออกจากแผลร่วมกับอาการที่แย่ลงอย่างรวดเร็ว
- มีอาการสับสน เวียนศีรษะมาก ใจเต้นเร็ว อ่อนแรงผิดปกติ หรือมีอาการที่อาจบ่งบอกถึงภาวะช็อก
หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที เพราะการรักษาที่รวดเร็วมีความสำคัญต่อการควบคุมการติดเชื้อและลดความเสียหายของเนื้อเยื่อ
แพทย์วินิจฉัยเนโครไทซิงฟาสซิไอติสอย่างไร
การวินิจฉัยเริ่มจากการซักประวัติและตรวจร่างกาย โดยแพทย์จะประเมินลักษณะของบาดแผล ความรวดเร็วในการลุกลามของอาการ ระดับความเจ็บปวด และอาการที่บ่งบอกว่าร่างกายกำลังตอบสนองต่อการติดเชื้ออย่างรุนแรง
อาจมีการตรวจเลือดเพื่อประเมินการติดเชื้อและการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ รวมถึงการนำตัวอย่างเลือดหรือเนื้อเยื่อไปตรวจหาเชื้อ
การตรวจด้วยภาพ เช่น เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT) หรือการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) อาจช่วยประเมินความผิดปกติในเนื้อเยื่อชั้นลึกในบางกรณี อย่างไรก็ตาม หากแพทย์มีความสงสัยสูงว่าเป็นเนโครไทซิงฟาสซิไอติส การรอผลตรวจเพิ่มเติมไม่ควรทำให้การผ่าตัดหรือการรักษาที่จำเป็นล่าช้า
ในหลายกรณี การผ่าตัดสำรวจบริเวณที่สงสัยและการตรวจเนื้อเยื่อสามารถช่วยยืนยันการวินิจฉัย รวมถึงช่วยรักษาโรคไปพร้อมกัน
แนวทางการรักษา
เนโครไทซิงฟาสซิไอติสต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาล การรักษาหลักประกอบด้วยการให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำร่วมกับการผ่าตัดนำเนื้อเยื่อที่ติดเชื้อหรือเนื้อเยื่อที่ตายออก หรือที่เรียกว่า surgical debridement
การผ่าตัดมีความสำคัญเนื่องจากเมื่อเนื้อเยื่อถูกทำลายและมีเลือดไปเลี้ยงลดลง ยาปฏิชีวนะอาจเข้าถึงบริเวณที่ติดเชื้อได้ไม่เพียงพอ การนำเนื้อเยื่อที่เสียหายออกจึงช่วยควบคุมแหล่งของการติดเชื้อ
ผู้ป่วยบางรายอาจต้องได้รับการผ่าตัดมากกว่าหนึ่งครั้งเพื่อตรวจสอบและนำเนื้อเยื่อที่เสียหายเพิ่มเติมออก ในกรณีที่โรคลุกลามมากและไม่สามารถรักษาเนื้อเยื่อหรือแขนขาบางส่วนไว้ได้ อาจจำเป็นต้องมีการผ่าตัดที่มากขึ้นเพื่อควบคุมการติดเชื้อ
หากมีภาวะ sepsis ช็อก หรืออวัยวะทำงานผิดปกติ อาจต้องรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤต และให้การรักษาประคับประคอง เช่น การให้สารน้ำ การควบคุมความดันโลหิต และการดูแลการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ
ชนิดของยาปฏิชีวนะและรายละเอียดการรักษาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค เชื้อที่คาดว่าเป็นสาเหตุ ผลการเพาะเชื้อ โรคประจำตัว และดุลยพินิจของแพทย์ ผู้ป่วยไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเองหากสงสัยภาวะนี้
การดูแลบาดแผลเพื่อลดความเสี่ยง
ไม่มีวิธีใดที่สามารถป้องกันเนโครไทซิงฟาสซิไอติสได้ทั้งหมด แต่การดูแลบาดแผลอย่างเหมาะสมอาจช่วยลดโอกาสที่เชื้อแบคทีเรียจะเข้าสู่ร่างกายได้
เมื่อมีบาดแผลควรทำความสะอาดอย่างเหมาะสม รักษาบริเวณแผลให้สะอาด และสังเกตการเปลี่ยนแปลงของแผล หากแผลมีอาการบวม แดง ร้อน ปวดเพิ่มขึ้น มีหนอง มีไข้ หรืออาการลุกลามอย่างรวดเร็ว ควรได้รับการประเมินจากบุคลากรทางการแพทย์
ผู้ที่มีโรคเบาหวานหรือโรคที่ส่งผลต่อภูมิคุ้มกันควรให้ความสำคัญกับการดูแลผิวหนังและบาดแผลมากเป็นพิเศษ เนื่องจากการติดเชื้อบางชนิดอาจรุนแรงขึ้นได้
การฟื้นตัวหลังการรักษา
ระยะเวลาการฟื้นตัวแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและความรุนแรงของการติดเชื้อ ปริมาณเนื้อเยื่อที่ต้องนำออก โรคประจำตัว และภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น
หลังควบคุมการติดเชื้อได้แล้ว ผู้ป่วยบางรายอาจต้องได้รับการดูแลบาดแผลต่อเนื่อง การทำศัลยกรรมเพื่อปิดหรือสร้างเนื้อเยื่อใหม่ รวมถึงการทำกายภาพบำบัดเพื่อช่วยฟื้นฟูการเคลื่อนไหวและการใช้งานของบริเวณที่ได้รับผลกระทบ
นอกจากนี้ ผลกระทบจากแผลเป็น การเปลี่ยนแปลงของรูปร่าง หรือการสูญเสียการทำงานบางส่วนอาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ผู้ป่วยจึงอาจต้องได้รับการดูแลจากทีมบุคลากรทางการแพทย์หลายสาขาในระยะฟื้นฟู
สรุป
เนโครไทซิงฟาสซิไอติส หรือที่มักเรียกว่า “แบคทีเรียกินเนื้อ” เป็นการติดเชื้อแบคทีเรียรุนแรงในเนื้อเยื่อชั้นลึกที่สามารถลุกลามได้อย่างรวดเร็ว แม้ระยะแรกผิวหนังภายนอกอาจยังดูไม่รุนแรง แต่อาการปวดมากผิดปกติร่วมกับผิวหนังบวม แดง ร้อน และลุกลามเร็วเป็นสัญญาณที่ควรให้ความสำคัญ
หากอาการแย่ลงอย่างรวดเร็ว ผิวหนังเปลี่ยนสี เกิดตุ่มพอง มีไข้สูง สับสน หรือมีอาการผิดปกติทั่วร่างกาย ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที ไม่ควรรอดูอาการหรือรักษาด้วยตนเอง
การรักษาที่สำคัญคือการให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำร่วมกับการผ่าตัดนำเนื้อเยื่อที่เสียหายออก การสังเกตความผิดปกติของบาดแผลและเข้ารับการประเมินอย่างรวดเร็วเมื่อมีสัญญาณเตือนจึงมีความสำคัญต่อการลดความรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนของโรค
จัดทำโดย: ภญ. ปุณยนุช อังคะนาวิน
แหล่งอ้างอิง
- Centers for Disease Control and Prevention (CDC). About Necrotizing Fasciitis
- National Health Service (NHS). Necrotising fasciitis
- National Library of Medicine, NCBI Bookshelf. Necrotizing Fasciitis
TH
EN
CN
JAP
AR