ฉีดวัคซีนฟรี

โรคปอดอักเสบ: อาการ สาเหตุ และวิธีป้องกันภาวะแทรกซ้อน

19 จำนวนผู้เข้าชม |

14/09/2026


โรคปอดอักเสบ: อาการ สาเหตุ และวิธีป้องกันภาวะแทรกซ้อน

อาการไอ มีไข้ หรืออ่อนเพลียผิดปกติ อาจดูเหมือนเป็นเพียงไข้หวัดธรรมดาหรือไข้หวัดใหญ่ แต่ในบางคนอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของโรคปอดอักเสบ ซึ่งอาจรุนแรงได้ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคเรื้อรัง และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ดังนั้น การสังเกตอาการและเข้ารับการประเมินจากแพทย์เมื่อมีสัญญาณอันตรายจึงมีความสำคัญ

โรคปอดอักเสบคืออะไร?

โรคปอดอักเสบ (Pneumonia) คือภาวะอักเสบของเนื้อปอดและถุงลมปอด หรือ Alveoli ภายในปอด โดยสาเหตุส่วนใหญ่มักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส ส่วนเชื้อราและเชื้อชนิดอื่นพบได้น้อยกว่า

เมื่อเกิดการอักเสบ ถุงลมปอดซึ่งปกติควรมีอากาศอยู่ภายใน อาจเต็มไปด้วยของเหลว หนอง และเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ ส่งผลให้การแลกเปลี่ยนออกซิเจนลดลง และทำให้ผู้ป่วยหายใจลำบากได้

ความรุนแรงของโรคปอดอักเสบมีตั้งแต่อาการไม่รุนแรงที่สามารถรักษาตัวที่บ้าน ไปจนถึงภาวะรุนแรงที่ต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลหรือได้รับออกซิเจน โรคนี้สามารถเกิดได้ในคนทุกวัย แต่ความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนจะสูงขึ้นในเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

โรคปอดอักเสบเกิดขึ้นได้อย่างไร?

ระบบทางเดินหายใจของร่างกายมีหลายกลไกที่ช่วยป้องกันเชื้อโรค เช่น เมือก ขนกวัดในทางเดินหายใจหรือ Cilia กลไกการไอ และระบบภูมิคุ้มกัน

หากเชื้อจุลชีพสามารถผ่านกลไกป้องกันเหล่านี้และลงไปถึงถุงลมปอด จะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ ร่างกายจะส่งเม็ดเลือดขาวและสารในระบบภูมิคุ้มกันไปต่อสู้กับเชื้อ ส่งผลให้มีของเหลวและเซลล์อักเสบสะสมภายในถุงลม จึงเกิดอาการ เช่น ไอ มีไข้ เจ็บหน้าอก หายใจเร็ว หรือหายใจลำบาก

โรคปอดอักเสบบางชนิดเกิดจากอาหาร น้ำลาย หรือสารคัดหลั่งถูกสำลักเข้าไปในปอด เรียกว่า ปอดอักเสบจากการสำลัก (Aspiration pneumonia) ซึ่งพบได้บ่อยในผู้ที่มีปัญหาการกลืน ผู้ที่มีระดับความรู้สึกตัวลดลง หรือผู้ที่มีโรคทางระบบประสาทบางชนิด

ส่วนโรคปอดอักเสบที่เกิดในโรงพยาบาลและโรคปอดอักเสบที่สัมพันธ์กับการใช้เครื่องช่วยหายใจ อาจเกิดจากเชื้อที่แตกต่างจากโรคปอดอักเสบที่ติดเชื้อจากชุมชน และมักต้องใช้แนวทางการรักษาที่แตกต่างกัน

สาเหตุที่พบบ่อย

แบคทีเรียและไวรัสเป็นสาเหตุสำคัญของโรคปอดอักเสบ

เชื้อแบคทีเรียที่พบได้ เช่น Streptococcus pneumoniae และ Mycoplasma pneumoniae

ส่วนไวรัสที่สามารถทำให้เกิดโรคปอดอักเสบ ได้แก่ ไวรัสไข้หวัดใหญ่ ไวรัส Respiratory Syncytial Virus หรือ RSV เชื้อ SARS-CoV-2 ซึ่งเป็นสาเหตุของโรค COVID-19 รวมถึงไวรัสทางเดินหายใจชนิดอื่น ๆ

โรคปอดอักเสบจากเชื้อราพบได้น้อยกว่า และมักมีความสำคัญในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอหรือมีปัจจัยเสี่ยงบางประการ

ในทางปฏิบัติ แพทย์อาจไม่สามารถระบุเชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคปอดอักเสบได้ในผู้ป่วยทุกราย ดังนั้น การตัดสินใจรักษาจะพิจารณาจากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น อาการ ความรุนแรงของโรค อายุ โรคประจำตัว ประวัติการสัมผัสเชื้อ และผลการตรวจที่เกี่ยวข้อง

อาการที่ควรสังเกต

อาการของโรคปอดอักเสบอาจแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสาเหตุ อายุ และสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย โดยอาการที่พบบ่อย ได้แก่

  • ไอ อาจมีหรือไม่มีเสมหะ
  • มีไข้หรือหนาวสั่น
  • อ่อนเพลีย
  • หายใจเร็ว
  • หายใจลำบาก
  • เจ็บหน้าอก โดยเฉพาะเมื่อหายใจเข้าลึก ๆ หรือไอ

ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย หรืออ่อนแรงร่วมด้วย

ในผู้สูงอายุ อาการอาจแตกต่างจากคนอายุน้อย บางรายอาจไม่มีไข้สูง แต่มีอาการง่วงซึมผิดปกติ สับสน หรืออ่อนแรงมากขึ้น

สำหรับทารกและเด็กเล็ก อาจพบอาการหายใจเร็ว กินนมหรือรับประทานอาหารได้น้อย หงุดหงิด ง่วงซึมผิดปกติ หรือมีอาการหายใจลำบาก หากอาการแย่ลงอย่างรวดเร็วหรือเริ่มหายใจลำบาก ควรเข้ารับการประเมินจากบุคลากรทางการแพทย์โดยเร็ว

ใครบ้างที่มีความเสี่ยงสูง?

แม้โรคปอดอักเสบจะเกิดได้กับทุกคน แต่บางกลุ่มมีความเสี่ยงสูงกว่าปกติ ได้แก่

  • เด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี
  • ผู้ใหญ่อายุ 65 ปีขึ้นไป
  • ผู้ที่มีโรคปอดเรื้อรัง
  • ผู้ที่มีโรคหัวใจ
  • ผู้ที่มีโรคตับ
  • ผู้ป่วยโรคเบาหวาน
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอจากโรคหรือยาบางชนิด
  • ผู้สูบบุหรี่
  • ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก

ผู้ที่เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล โดยเฉพาะในหอผู้ป่วยวิกฤตหรือผู้ที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ มีความเสี่ยงต่อโรคปอดอักเสบบางชนิดเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ผู้ที่มีปัญหาในการกลืน หรือมีภาวะที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการสำลัก ก็มีความเสี่ยงต่อการเกิดปอดอักเสบจากการสำลักมากขึ้นเช่นกัน

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

ผู้ป่วยโรคปอดอักเสบจำนวนมากสามารถฟื้นตัวได้โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อน อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่โรครุนแรง อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น

  • ระดับออกซิเจนในเลือดต่ำ
  • ภาวะหายใจล้มเหลว
  • มีน้ำหรือหนองสะสมรอบปอด
  • ฝีในปอด
  • การติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือดและแพร่ไปสู่อวัยวะอื่น

ความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนจะสูงขึ้นในผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคเรื้อรัง และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยโรคปอดอักเสบโดยพิจารณาจากอาการ ประวัติสุขภาพ และการตรวจร่างกาย เช่น การฟังเสียงปอดและการตรวจสัญญาณชีพ

หากสงสัยว่าเป็นโรคปอดอักเสบ แพทย์อาจพิจารณาตรวจเอกซเรย์ทรวงอก เพื่อประเมินตำแหน่งและขอบเขตของการอักเสบ

ในผู้ป่วยบางรายอาจมีการตรวจเลือด ตรวจระดับออกซิเจนในเลือด หรือตรวจเสมหะเพิ่มเติม ทั้งนี้ การตรวจที่จำเป็นจะแตกต่างกันไปตามความรุนแรงของโรคและปัจจัยเสี่ยงของผู้ป่วยแต่ละราย

การรักษา

การรักษาโรคปอดอักเสบขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของโรค

หากสงสัยหรือยืนยันว่าเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย แพทย์อาจพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะ

สำหรับโรคปอดอักเสบจากไวรัส ไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะโดยอัตโนมัติ เนื่องจากยาปฏิชีวนะไม่สามารถรักษาการติดเชื้อไวรัสได้ อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีแพทย์อาจพิจารณาใช้ยาต้านไวรัสเฉพาะชนิดตามความเหมาะสม

การพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำอย่างเหมาะสม และควบคุมไข้ตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลรักษาแบบประคับประคอง

ผู้ที่มีอาการรุนแรง เช่น ระดับออกซิเจนในเลือดต่ำ หายใจลำบากมาก ความดันโลหิตต่ำ หรือเกิดภาวะแทรกซ้อน อาจจำเป็นต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลเพื่อรับออกซิเจน สารน้ำทางหลอดเลือดดำ ยาต้านเชื้อ หรือการช่วยหายใจตามความจำเป็น

ไม่ควรซื้อหรือใช้ยาปฏิชีวนะด้วยตนเองโดยไม่ได้รับคำแนะนำที่เหมาะสมจากแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ เพราะนอกจากอาจไม่สามารถรักษาสาเหตุที่แท้จริงได้แล้ว ยังอาจเพิ่มปัญหาเชื้อดื้อยาอีกด้วย

ควรไปพบแพทย์เมื่อใด?

ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์หากมีอาการดังต่อไปนี้

  • หายใจลำบาก
  • เจ็บหน้าอก
  • ไข้สูงต่อเนื่อง
  • ไอรุนแรงหรือมีเสมหะผิดปกติ
  • อ่อนแรงอย่างมาก
  • อาการไม่ดีขึ้นตามที่ควร

หากมีอาการหอบเหนื่อยรุนแรง ริมฝีปากหรือปลายนิ้วมีสีเขียวคล้ำ ง่วงซึมมาก สับสน หรือระดับความรู้สึกตัวลดลง ควรเข้ารับการประเมินทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน

เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคหัวใจหรือโรคปอดเรื้อรัง ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ และผู้ที่ใช้ยากดภูมิคุ้มกัน ควรปรึกษาแพทย์เร็วกว่าคนทั่วไป เพราะโรคปอดอักเสบอาจรุนแรงขึ้นได้อย่างรวดเร็วในกลุ่มเหล่านี้

การป้องกันและการดูแลตนเอง

การได้รับวัคซีนที่เหมาะสมกับอายุและปัจจัยเสี่ยงของแต่ละบุคคล สามารถช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อบางชนิดที่อาจนำไปสู่โรคปอดอักเสบได้

ตัวอย่างวัคซีนที่อาจเกี่ยวข้อง ได้แก่

  • วัคซีนป้องกันเชื้อนิวโมคอคคัส
  • วัคซีนไข้หวัดใหญ่
  • วัคซีนหรือภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันโรคติดเชื้อทางเดินหายใจบางชนิดตามข้อบ่งชี้

การเลือกวัคซีนควรเป็นไปตามคำแนะนำของหน่วยงานสาธารณสุขของประเทศ หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วย

วิธีป้องกันอื่น ๆ ได้แก่ การล้างมือเป็นประจำ ปิดปากและจมูกเมื่อไอหรือจาม หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ที่กำลังป่วย ลดการสัมผัสควันบุหรี่ เลิกสูบบุหรี่ และควบคุมโรคประจำตัวให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

ผู้ที่มีการติดเชื้อทางเดินหายใจควรพักผ่อนและลดโอกาสแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

สรุป

โรคปอดอักเสบคือภาวะอักเสบของเนื้อปอด ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดจากการติดเชื้อ และมีความรุนแรงตั้งแต่อาการเล็กน้อยไปจนถึงภาวะที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิต

อาการสำคัญที่ควรสังเกต ได้แก่ ไอ มีไข้ เจ็บหน้าอก หายใจเร็ว และหายใจลำบาก โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคเรื้อรัง และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

การรักษาที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับสาเหตุของโรค และผู้ป่วยโรคปอดอักเสบไม่ได้จำเป็นต้องได้รับยาปฏิชีวนะทุกราย

การรับวัคซีนตามความเหมาะสม การรักษาสุขอนามัยที่ดี การหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และการเข้ารับการรักษาเมื่อมีสัญญาณอันตราย เป็นมาตรการสำคัญในการลดความเสี่ยงของโรคปอดอักเสบและป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรง

จัดทำโดย: ภญ. ปุณยนุช อังคะนาวิน

แหล่งอ้างอิง

  1. World Health Organization (WHO). Pneumonia
  2. Centers for Disease Control and Prevention (CDC). About Pneumonia
  3. Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Pneumonia Prevention and Control
  4. Mayo Clinic. Pneumonia: Symptoms and causes
  5. Mayo Clinic. Pneumonia: Diagnosis and treatment

© 2026 Siammerx Co., Ltd