มิวคอร์ไมโคซิส (Mucormycosis) เป็นการติดเชื้อราที่พบไม่บ่อย แต่สามารถก่อให้เกิดโรครุนแรงและลุกลามได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอหรือมีโรคบางชนิด เช่น เบาหวานที่ควบคุมได้ไม่ดี มะเร็ง หรือผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ
เชื้อราที่ทำให้เกิดโรคพบได้ทั่วไปในสิ่งแวดล้อม คนส่วนใหญ่จึงอาจสัมผัสกับเชื้อเหล่านี้ในชีวิตประจำวันโดยไม่เกิดโรค แต่เมื่อร่างกายมีความสามารถในการต่อสู้กับเชื้อลดลง เชื้อราอาจเข้าสู่เนื้อเยื่อและหลอดเลือด ทำให้เกิดความเสียหายต่ออวัยวะต่าง ๆ ได้
มิวคอร์ไมโคซิสคืออะไร
มิวคอร์ไมโคซิสเป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากเชื้อรากลุ่ม Mucorales ซึ่งพบได้ในสิ่งแวดล้อม เช่น ดิน ใบไม้ กองปุ๋ยหมัก และอินทรียวัตถุที่กำลังย่อยสลาย เชื้อที่พบว่าเป็นสาเหตุได้บ่อย ได้แก่ เชื้อในสกุล Rhizopus รวมถึงเชื้อราในสกุลอื่นของกลุ่มเดียวกัน
คนสามารถรับเชื้อได้จากการสูดสปอร์ของเชื้อราในอากาศเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ ทำให้เกิดการติดเชื้อบริเวณไซนัสหรือปอด เชื้ออาจเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผล แผลไหม้ หรือผิวหนังที่ได้รับบาดเจ็บ และทำให้เกิดการติดเชื้อที่ผิวหนังได้เช่นกัน ส่วนการติดเชื้อจากการรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่ปนเปื้อนพบได้น้อยกว่า
แม้เชื้อรากลุ่มนี้จะพบได้ทั่วไป แต่มิวคอร์ไมโคซิสไม่ได้ติดต่อจากคนสู่คน และคนที่มีสุขภาพแข็งแรงส่วนใหญ่ไม่เกิดโรคจากการสัมผัสเชื้อในชีวิตประจำวัน
ทำไมมิวคอร์ไมโคซิสจึงอาจรุนแรง
ลักษณะสำคัญของมิวคอร์ไมโคซิสคือ เชื้อราสามารถบุกรุกเข้าไปในหลอดเลือดของเนื้อเยื่อที่ติดเชื้อ เมื่อการไหลเวียนเลือดถูกขัดขวาง เนื้อเยื่อบริเวณนั้นอาจขาดเลือดและเกิดเนื้อตายได้
ตำแหน่งที่พบการติดเชื้อได้บ่อยคือไซนัสและปอด แต่โรคยังสามารถเกิดขึ้นที่ผิวหนัง ระบบทางเดินอาหาร หรือแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นได้
การติดเชื้อบริเวณจมูก ไซนัส ดวงตา และสมอง หรือที่เรียกว่า rhino-orbital-cerebral mucormycosis เป็นรูปแบบสำคัญของโรค เชื้ออาจเริ่มจากบริเวณจมูกหรือไซนัสก่อนลุกลามไปยังเนื้อเยื่อรอบดวงตาและสมองได้ จึงจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างรวดเร็ว
ใครมีความเสี่ยงต่อมิวคอร์ไมโคซิส
คนทั่วไปที่มีระบบภูมิคุ้มกันปกติมีโอกาสเกิดมิวคอร์ไมโคซิสค่อนข้างต่ำ ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเมื่อร่างกายมีความสามารถในการต่อสู้กับเชื้อลดลงหรือมีภาวะบางอย่างที่เอื้อต่อการติดเชื้อ
ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่
- โรคเบาหวาน โดยเฉพาะเบาหวานที่ควบคุมได้ไม่ดีหรือมีภาวะ diabetic ketoacidosis
- โรคมะเร็ง
- ภาวะเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลต่ำ
- การปลูกถ่ายอวัยวะหรือการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด
- การใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์เป็นเวลานาน
- ภาวะเหล็กในร่างกายมากเกินไป
- บาดแผลรุนแรง แผลไหม้ หรือแผลจากการผ่าตัด
- ภาวะทุพโภชนาการ
- ทารกคลอดก่อนกำหนด
- ผู้ป่วย COVID-19 ที่มีอาการรุนแรง โดยเฉพาะเมื่อมีปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วย
การมีปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดมิวคอร์ไมโคซิสอย่างแน่นอน แต่เป็นกลุ่มที่ควรระมัดระวังอาการผิดปกติมากกว่าคนทั่วไป
อาการของมิวคอร์ไมโคซิส
อาการของมิวคอร์ไมโคซิสแตกต่างกันตามตำแหน่งที่เกิดการติดเชื้อ หากเกิดบริเวณไซนัส ดวงตา และสมอง ผู้ป่วยอาจมีไข้ ปวดศีรษะ คัดจมูกหรือแน่นไซนัส ใบหน้าบวมข้างใดข้างหนึ่ง และการมองเห็นเปลี่ยนแปลง ในบางรายอาจพบรอยโรคสีดำบริเวณสันจมูกหรือด้านในช่องปาก
หากเชื้อเข้าสู่ปอด อาการอาจคล้ายการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจชนิดอื่น เช่น มีไข้ ไอ เจ็บหน้าอก และหายใจลำบาก ทำให้ไม่สามารถวินิจฉัยจากอาการเพียงอย่างเดียวได้
มิวคอร์ไมโคซิสที่ผิวหนังอาจเริ่มจากบริเวณที่มีบาดแผล โดยเกิดอาการปวด บวม แดง หรือร้อน อาจมีตุ่มหรือแผลเกิดขึ้น และบริเวณที่ติดเชื้ออาจเปลี่ยนเป็นสีดำเมื่อเนื้อเยื่อได้รับความเสียหาย
ส่วนการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารพบได้น้อยกว่า อาจทำให้เกิดอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีเลือดออกในระบบทางเดินอาหาร
ในผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องอย่างรุนแรง เชื้ออาจแพร่กระจายจากตำแหน่งเริ่มต้นไปยังอวัยวะอื่น โดยเฉพาะสมอง และทำให้เกิดอาการทางระบบประสาทได้
อาการแบบไหนควรรีบไปโรงพยาบาล
มิวคอร์ไมโคซิสเป็นโรคที่สามารถดำเนินไปอย่างรวดเร็ว การวินิจฉัยและเริ่มรักษาตั้งแต่ระยะแรกจึงมีความสำคัญ โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง
ควรรีบไปโรงพยาบาลหากพบอาการ เช่น
- ใบหน้าหรือรอบดวงตาบวมอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเพียงข้างเดียว
- การมองเห็นเปลี่ยนไป ตามัว หรือมองเห็นลดลง
- ปวดศีรษะหรือปวดบริเวณไซนัสรุนแรงร่วมกับไข้
- พบแผลหรือรอยโรคสีดำบริเวณจมูก ภายในช่องปาก หรือผิวหนัง
- แผลที่ผิวหนังมีอาการปวด บวม แดง หรือเปลี่ยนเป็นสีคล้ำอย่างรวดเร็ว
- มีไข้ ไอ เจ็บหน้าอก หรือหายใจลำบาก โดยเฉพาะในผู้มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
- มีอาการทางระบบประสาท เช่น สับสนหรือระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลง
ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงไม่ควรรอดูอาการด้วยตนเองหากอาการมีความรุนแรงหรือเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากโรคจำเป็นต้องได้รับการประเมินและรักษาโดยแพทย์
แพทย์วินิจฉัยมิวคอร์ไมโคซิสอย่างไร
การวินิจฉัยมิวคอร์ไมโคซิสต้องอาศัยข้อมูลหลายด้านร่วมกัน แพทย์จะซักประวัติ ตรวจหาปัจจัยเสี่ยง ประเมินอาการและตรวจร่างกาย ก่อนพิจารณาการตรวจเพิ่มเติมตามตำแหน่งที่สงสัยว่ามีการติดเชื้อ
อาจมีการเก็บตัวอย่างจากบริเวณที่ผิดปกติ เช่น ของเหลวจากระบบทางเดินหายใจ สารคัดหลั่ง หรือชิ้นเนื้อ เพื่อนำไปตรวจทางห้องปฏิบัติการ การตรวจชิ้นเนื้อมีความสำคัญในการช่วยยืนยันว่ามีเชื้อราบุกรุกเข้าไปในเนื้อเยื่อหรือไม่
แพทย์อาจใช้การตรวจด้วยภาพ เช่น CT scan หรือ MRI เพื่อประเมินตำแหน่งและขอบเขตของการติดเชื้อ โดยเฉพาะเมื่อสงสัยว่าโรคเกิดขึ้นบริเวณไซนัส ดวงตา สมอง หรือปอด
เนื่องจากโรคสามารถลุกลามได้รวดเร็ว หากมีความสงสัยทางคลินิกสูง การตรวจวินิจฉัยและการเริ่มรักษาจึงไม่ควรล่าช้าโดยไม่จำเป็น
การรักษามิวคอร์ไมโคซิส
มิวคอร์ไมโคซิสจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยาต้านเชื้อราที่ออกฤทธิ์ต่อเชื้อกลุ่มนี้ ยาที่ใช้ในการรักษาอาจประกอบด้วย amphotericin B, isavuconazole หรือ posaconazole โดยการเลือกชนิดยา วิธีการให้ยา และระยะเวลารักษาจะขึ้นอยู่กับตำแหน่งและความรุนแรงของการติดเชื้อ ภาวะสุขภาพของผู้ป่วย รวมถึงดุลยพินิจของแพทย์
ยาต้านเชื้อราบางชนิดที่ใช้รักษาเชื้อราชนิดอื่นไม่ได้มีประสิทธิภาพต่อเชื้อที่ทำให้เกิดมิวคอร์ไมโคซิส ดังนั้นจึงไม่ควรซื้อยาต้านเชื้อรามาใช้รักษาด้วยตนเอง
ในผู้ป่วยหลายราย การใช้ยาเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เนื่องจากเชื้อสามารถทำให้เนื้อเยื่อขาดเลือดและตายได้ แพทย์อาจจำเป็นต้องผ่าตัดนำเนื้อเยื่อที่ติดเชื้อหรือเนื้อตายออกเพื่อลดการลุกลามของโรค และบางรายอาจต้องได้รับการผ่าตัดมากกว่าหนึ่งครั้ง
นอกจากนี้ การรักษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับโรคก็มีความสำคัญ เช่น การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและแก้ไขภาวะ diabetic ketoacidosis หรือการพิจารณาปรับปัจจัยที่กดภูมิคุ้มกันเมื่อสามารถทำได้อย่างปลอดภัย การปรับหรือลดยาใด ๆ ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ ไม่ควรหยุดยาเอง
การลดความเสี่ยงจากมิวคอร์ไมโคซิส
เนื่องจากเชื้อราที่ทำให้เกิดมิวคอร์ไมโคซิสพบได้ทั่วไปในสิ่งแวดล้อม การหลีกเลี่ยงการสัมผัสเชื้อทั้งหมดจึงทำได้ยาก และปัจจุบันยังไม่มีวิธีที่สามารถป้องกันโรคได้อย่างสมบูรณ์
สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง การลดการสัมผัสกับฝุ่น ดิน และวัสดุอินทรีย์จำนวนมากอาจช่วยลดโอกาสสัมผัสเชื้อได้ เช่น หลีกเลี่ยงพื้นที่ก่อสร้างหรือพื้นที่ขุดดิน หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ควรใช้หน้ากากที่เหมาะสมเพื่อลดการสูดฝุ่น
ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอควรระมัดระวังเมื่อต้องทำสวนหรือสัมผัสดิน ปุ๋ยหมัก หรือวัสดุอินทรีย์ โดยสวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว และถุงมือ รวมถึงทำความสะอาดบาดแผลด้วยสบู่และน้ำ โดยเฉพาะเมื่อแผลสัมผัสกับดินหรือฝุ่น
สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน การดูแลระดับน้ำตาลในเลือดตามแผนการรักษาของแพทย์เป็นส่วนสำคัญในการลดปัจจัยเสี่ยง ส่วนผู้ที่ใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์หรือยากดภูมิคุ้มกันควรใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์และไม่ปรับขนาดยาด้วยตนเอง
สรุป
มิวคอร์ไมโคซิสเป็นการติดเชื้อราที่พบไม่บ่อย แต่สามารถก่อให้เกิดโรครุนแรง โดยเฉพาะในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมได้ไม่ดี ผู้ป่วยมะเร็ง และผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะหรือเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด
โรคสามารถเกิดขึ้นได้หลายตำแหน่ง โดยเฉพาะไซนัส ปอด และผิวหนัง อาการจึงแตกต่างกันตามอวัยวะที่ได้รับผลกระทบ สิ่งสำคัญคือการสังเกตความผิดปกติ โดยเฉพาะใบหน้าบวม การมองเห็นเปลี่ยนแปลง รอยโรคสีดำบริเวณจมูกหรือช่องปาก อาการทางระบบหายใจ หรือแผลที่ลุกลามอย่างรวดเร็ว
สำหรับผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง หากมีอาการที่สงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับมิวคอร์ไมโคซิส ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์โดยเร็ว เนื่องจากการวินิจฉัยและเริ่มรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรกมีความสำคัญต่อผลการรักษา
จัดทำโดย: ภญ. ปุณยนุช อังคะนาวิน
แหล่งอ้างอิง
- Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Mucormycosis Basics
- Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Mucormycosis Risk Factors
- Cornely OA, et al. Global guideline for the diagnosis and management of mucormycosis. The Lancet Infectious Diseases
TH
EN
CN
JAP
AR