ฉีดวัคซีนฟรี

มิวคอร์ไมโคซิส: อาการ สาเหตุ และกลุ่มเสี่ยงที่ควรรู้

13 จำนวนผู้เข้าชม |

21/09/2026


มิวคอร์ไมโคซิส: อาการ สาเหตุ และกลุ่มเสี่ยงที่ควรรู้

มิวคอร์ไมโคซิส (Mucormycosis) เป็นการติดเชื้อราที่พบไม่บ่อย แต่สามารถก่อให้เกิดโรครุนแรงและลุกลามได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอหรือมีโรคบางชนิด เช่น เบาหวานที่ควบคุมได้ไม่ดี มะเร็ง หรือผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ

เชื้อราที่ทำให้เกิดโรคพบได้ทั่วไปในสิ่งแวดล้อม คนส่วนใหญ่จึงอาจสัมผัสกับเชื้อเหล่านี้ในชีวิตประจำวันโดยไม่เกิดโรค แต่เมื่อร่างกายมีความสามารถในการต่อสู้กับเชื้อลดลง เชื้อราอาจเข้าสู่เนื้อเยื่อและหลอดเลือด ทำให้เกิดความเสียหายต่ออวัยวะต่าง ๆ ได้

มิวคอร์ไมโคซิสคืออะไร

มิวคอร์ไมโคซิสเป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากเชื้อรากลุ่ม Mucorales ซึ่งพบได้ในสิ่งแวดล้อม เช่น ดิน ใบไม้ กองปุ๋ยหมัก และอินทรียวัตถุที่กำลังย่อยสลาย เชื้อที่พบว่าเป็นสาเหตุได้บ่อย ได้แก่ เชื้อในสกุล Rhizopus รวมถึงเชื้อราในสกุลอื่นของกลุ่มเดียวกัน

คนสามารถรับเชื้อได้จากการสูดสปอร์ของเชื้อราในอากาศเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ ทำให้เกิดการติดเชื้อบริเวณไซนัสหรือปอด เชื้ออาจเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผล แผลไหม้ หรือผิวหนังที่ได้รับบาดเจ็บ และทำให้เกิดการติดเชื้อที่ผิวหนังได้เช่นกัน ส่วนการติดเชื้อจากการรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่ปนเปื้อนพบได้น้อยกว่า

แม้เชื้อรากลุ่มนี้จะพบได้ทั่วไป แต่มิวคอร์ไมโคซิสไม่ได้ติดต่อจากคนสู่คน และคนที่มีสุขภาพแข็งแรงส่วนใหญ่ไม่เกิดโรคจากการสัมผัสเชื้อในชีวิตประจำวัน

ทำไมมิวคอร์ไมโคซิสจึงอาจรุนแรง

ลักษณะสำคัญของมิวคอร์ไมโคซิสคือ เชื้อราสามารถบุกรุกเข้าไปในหลอดเลือดของเนื้อเยื่อที่ติดเชื้อ เมื่อการไหลเวียนเลือดถูกขัดขวาง เนื้อเยื่อบริเวณนั้นอาจขาดเลือดและเกิดเนื้อตายได้

ตำแหน่งที่พบการติดเชื้อได้บ่อยคือไซนัสและปอด แต่โรคยังสามารถเกิดขึ้นที่ผิวหนัง ระบบทางเดินอาหาร หรือแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นได้

การติดเชื้อบริเวณจมูก ไซนัส ดวงตา และสมอง หรือที่เรียกว่า rhino-orbital-cerebral mucormycosis เป็นรูปแบบสำคัญของโรค เชื้ออาจเริ่มจากบริเวณจมูกหรือไซนัสก่อนลุกลามไปยังเนื้อเยื่อรอบดวงตาและสมองได้ จึงจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างรวดเร็ว

ใครมีความเสี่ยงต่อมิวคอร์ไมโคซิส

คนทั่วไปที่มีระบบภูมิคุ้มกันปกติมีโอกาสเกิดมิวคอร์ไมโคซิสค่อนข้างต่ำ ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเมื่อร่างกายมีความสามารถในการต่อสู้กับเชื้อลดลงหรือมีภาวะบางอย่างที่เอื้อต่อการติดเชื้อ

ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่

  • โรคเบาหวาน โดยเฉพาะเบาหวานที่ควบคุมได้ไม่ดีหรือมีภาวะ diabetic ketoacidosis
  • โรคมะเร็ง
  • ภาวะเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิลต่ำ
  • การปลูกถ่ายอวัยวะหรือการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด
  • การใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์เป็นเวลานาน
  • ภาวะเหล็กในร่างกายมากเกินไป
  • บาดแผลรุนแรง แผลไหม้ หรือแผลจากการผ่าตัด
  • ภาวะทุพโภชนาการ
  • ทารกคลอดก่อนกำหนด
  • ผู้ป่วย COVID-19 ที่มีอาการรุนแรง โดยเฉพาะเมื่อมีปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วย

การมีปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดมิวคอร์ไมโคซิสอย่างแน่นอน แต่เป็นกลุ่มที่ควรระมัดระวังอาการผิดปกติมากกว่าคนทั่วไป

อาการของมิวคอร์ไมโคซิส

อาการของมิวคอร์ไมโคซิสแตกต่างกันตามตำแหน่งที่เกิดการติดเชื้อ หากเกิดบริเวณไซนัส ดวงตา และสมอง ผู้ป่วยอาจมีไข้ ปวดศีรษะ คัดจมูกหรือแน่นไซนัส ใบหน้าบวมข้างใดข้างหนึ่ง และการมองเห็นเปลี่ยนแปลง ในบางรายอาจพบรอยโรคสีดำบริเวณสันจมูกหรือด้านในช่องปาก

หากเชื้อเข้าสู่ปอด อาการอาจคล้ายการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจชนิดอื่น เช่น มีไข้ ไอ เจ็บหน้าอก และหายใจลำบาก ทำให้ไม่สามารถวินิจฉัยจากอาการเพียงอย่างเดียวได้

มิวคอร์ไมโคซิสที่ผิวหนังอาจเริ่มจากบริเวณที่มีบาดแผล โดยเกิดอาการปวด บวม แดง หรือร้อน อาจมีตุ่มหรือแผลเกิดขึ้น และบริเวณที่ติดเชื้ออาจเปลี่ยนเป็นสีดำเมื่อเนื้อเยื่อได้รับความเสียหาย

ส่วนการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารพบได้น้อยกว่า อาจทำให้เกิดอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีเลือดออกในระบบทางเดินอาหาร

ในผู้ป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องอย่างรุนแรง เชื้ออาจแพร่กระจายจากตำแหน่งเริ่มต้นไปยังอวัยวะอื่น โดยเฉพาะสมอง และทำให้เกิดอาการทางระบบประสาทได้

อาการแบบไหนควรรีบไปโรงพยาบาล

มิวคอร์ไมโคซิสเป็นโรคที่สามารถดำเนินไปอย่างรวดเร็ว การวินิจฉัยและเริ่มรักษาตั้งแต่ระยะแรกจึงมีความสำคัญ โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง

ควรรีบไปโรงพยาบาลหากพบอาการ เช่น

  • ใบหน้าหรือรอบดวงตาบวมอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเพียงข้างเดียว
  • การมองเห็นเปลี่ยนไป ตามัว หรือมองเห็นลดลง
  • ปวดศีรษะหรือปวดบริเวณไซนัสรุนแรงร่วมกับไข้
  • พบแผลหรือรอยโรคสีดำบริเวณจมูก ภายในช่องปาก หรือผิวหนัง
  • แผลที่ผิวหนังมีอาการปวด บวม แดง หรือเปลี่ยนเป็นสีคล้ำอย่างรวดเร็ว
  • มีไข้ ไอ เจ็บหน้าอก หรือหายใจลำบาก โดยเฉพาะในผู้มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
  • มีอาการทางระบบประสาท เช่น สับสนหรือระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลง

ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงไม่ควรรอดูอาการด้วยตนเองหากอาการมีความรุนแรงหรือเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากโรคจำเป็นต้องได้รับการประเมินและรักษาโดยแพทย์

แพทย์วินิจฉัยมิวคอร์ไมโคซิสอย่างไร

การวินิจฉัยมิวคอร์ไมโคซิสต้องอาศัยข้อมูลหลายด้านร่วมกัน แพทย์จะซักประวัติ ตรวจหาปัจจัยเสี่ยง ประเมินอาการและตรวจร่างกาย ก่อนพิจารณาการตรวจเพิ่มเติมตามตำแหน่งที่สงสัยว่ามีการติดเชื้อ

อาจมีการเก็บตัวอย่างจากบริเวณที่ผิดปกติ เช่น ของเหลวจากระบบทางเดินหายใจ สารคัดหลั่ง หรือชิ้นเนื้อ เพื่อนำไปตรวจทางห้องปฏิบัติการ การตรวจชิ้นเนื้อมีความสำคัญในการช่วยยืนยันว่ามีเชื้อราบุกรุกเข้าไปในเนื้อเยื่อหรือไม่

แพทย์อาจใช้การตรวจด้วยภาพ เช่น CT scan หรือ MRI เพื่อประเมินตำแหน่งและขอบเขตของการติดเชื้อ โดยเฉพาะเมื่อสงสัยว่าโรคเกิดขึ้นบริเวณไซนัส ดวงตา สมอง หรือปอด

เนื่องจากโรคสามารถลุกลามได้รวดเร็ว หากมีความสงสัยทางคลินิกสูง การตรวจวินิจฉัยและการเริ่มรักษาจึงไม่ควรล่าช้าโดยไม่จำเป็น

การรักษามิวคอร์ไมโคซิส

มิวคอร์ไมโคซิสจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยาต้านเชื้อราที่ออกฤทธิ์ต่อเชื้อกลุ่มนี้ ยาที่ใช้ในการรักษาอาจประกอบด้วย amphotericin B, isavuconazole หรือ posaconazole โดยการเลือกชนิดยา วิธีการให้ยา และระยะเวลารักษาจะขึ้นอยู่กับตำแหน่งและความรุนแรงของการติดเชื้อ ภาวะสุขภาพของผู้ป่วย รวมถึงดุลยพินิจของแพทย์

ยาต้านเชื้อราบางชนิดที่ใช้รักษาเชื้อราชนิดอื่นไม่ได้มีประสิทธิภาพต่อเชื้อที่ทำให้เกิดมิวคอร์ไมโคซิส ดังนั้นจึงไม่ควรซื้อยาต้านเชื้อรามาใช้รักษาด้วยตนเอง

ในผู้ป่วยหลายราย การใช้ยาเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เนื่องจากเชื้อสามารถทำให้เนื้อเยื่อขาดเลือดและตายได้ แพทย์อาจจำเป็นต้องผ่าตัดนำเนื้อเยื่อที่ติดเชื้อหรือเนื้อตายออกเพื่อลดการลุกลามของโรค และบางรายอาจต้องได้รับการผ่าตัดมากกว่าหนึ่งครั้ง

นอกจากนี้ การรักษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับโรคก็มีความสำคัญ เช่น การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและแก้ไขภาวะ diabetic ketoacidosis หรือการพิจารณาปรับปัจจัยที่กดภูมิคุ้มกันเมื่อสามารถทำได้อย่างปลอดภัย การปรับหรือลดยาใด ๆ ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ ไม่ควรหยุดยาเอง

การลดความเสี่ยงจากมิวคอร์ไมโคซิส

เนื่องจากเชื้อราที่ทำให้เกิดมิวคอร์ไมโคซิสพบได้ทั่วไปในสิ่งแวดล้อม การหลีกเลี่ยงการสัมผัสเชื้อทั้งหมดจึงทำได้ยาก และปัจจุบันยังไม่มีวิธีที่สามารถป้องกันโรคได้อย่างสมบูรณ์

สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง การลดการสัมผัสกับฝุ่น ดิน และวัสดุอินทรีย์จำนวนมากอาจช่วยลดโอกาสสัมผัสเชื้อได้ เช่น หลีกเลี่ยงพื้นที่ก่อสร้างหรือพื้นที่ขุดดิน หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ควรใช้หน้ากากที่เหมาะสมเพื่อลดการสูดฝุ่น

ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอควรระมัดระวังเมื่อต้องทำสวนหรือสัมผัสดิน ปุ๋ยหมัก หรือวัสดุอินทรีย์ โดยสวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว และถุงมือ รวมถึงทำความสะอาดบาดแผลด้วยสบู่และน้ำ โดยเฉพาะเมื่อแผลสัมผัสกับดินหรือฝุ่น

สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน การดูแลระดับน้ำตาลในเลือดตามแผนการรักษาของแพทย์เป็นส่วนสำคัญในการลดปัจจัยเสี่ยง ส่วนผู้ที่ใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์หรือยากดภูมิคุ้มกันควรใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์และไม่ปรับขนาดยาด้วยตนเอง

สรุป

มิวคอร์ไมโคซิสเป็นการติดเชื้อราที่พบไม่บ่อย แต่สามารถก่อให้เกิดโรครุนแรง โดยเฉพาะในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมได้ไม่ดี ผู้ป่วยมะเร็ง และผู้ที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะหรือเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด

โรคสามารถเกิดขึ้นได้หลายตำแหน่ง โดยเฉพาะไซนัส ปอด และผิวหนัง อาการจึงแตกต่างกันตามอวัยวะที่ได้รับผลกระทบ สิ่งสำคัญคือการสังเกตความผิดปกติ โดยเฉพาะใบหน้าบวม การมองเห็นเปลี่ยนแปลง รอยโรคสีดำบริเวณจมูกหรือช่องปาก อาการทางระบบหายใจ หรือแผลที่ลุกลามอย่างรวดเร็ว

สำหรับผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง หากมีอาการที่สงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับมิวคอร์ไมโคซิส ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์โดยเร็ว เนื่องจากการวินิจฉัยและเริ่มรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรกมีความสำคัญต่อผลการรักษา

จัดทำโดย: ภญ. ปุณยนุช อังคะนาวิน

แหล่งอ้างอิง

  1. Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Mucormycosis Basics
  2. Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Mucormycosis Risk Factors
  3. Cornely OA, et al. Global guideline for the diagnosis and management of mucormycosis. The Lancet Infectious Diseases

© 2026 Siammerx Co., Ltd