“โดนตะปูตำ ต้องฉีดบาดทะยักไหม?”
เป็นคำถามที่หลายคนนึกถึงทันทีเมื่อเกิดแผลจากของมีคม โดยเฉพาะถ้าเป็นตะปูเก่าหรือโลหะที่มีสนิม
แต่จริง ๆ แล้ว สนิมไม่ได้เป็นตัวการที่ทำให้เกิดโรคบาดทะยักโดยตรง สิ่งที่ต้องระวังคือเชื้อแบคทีเรียที่อาจปนเปื้อนอยู่ในดิน ฝุ่น มูลสัตว์ หรือสิ่งสกปรก และสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผลได้
ดังนั้น สิ่งสำคัญหลังเกิดแผลจึงไม่ใช่แค่ดูว่าของที่บาดเรา “เป็นสนิมหรือไม่” แต่ต้องดูด้วยว่าแผลมีลักษณะอย่างไร สกปรกหรือไม่ และเราได้รับวัคซีนบาดทะยักครั้งล่าสุดเมื่อไหร่
บาดทะยักคือโรคอะไร?
บาดทะยัก หรือ Tetanus เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ Clostridium tetani
เชื้อนี้สามารถสร้างสปอร์ที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมได้ เช่น
- ดิน
- ฝุ่น
- มูลสัตว์
เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผล โดยเฉพาะบริเวณที่มีเนื้อเยื่อเสียหาย เชื้อสามารถสร้างสารพิษที่ไปรบกวนระบบประสาท ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการกล้ามเนื้อแข็งและเกร็ง
สิ่งที่ควรรู้อีกอย่างคือ โรคบาดทะยักไม่ติดต่อจากคนสู่คน การติดเชื้อเกิดจากเชื้อในสิ่งแวดล้อมเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผล
ทำไม “ตะปูขึ้นสนิม” ถึงมักถูกพูดถึงคู่กับบาดทะยัก?
ตัวสนิมเองไม่ได้ทำให้เกิดโรคบาดทะยัก
แต่ตะปูหรือโลหะเก่าที่อยู่ในบริเวณสกปรกอาจปนเปื้อนดินหรือสิ่งสกปรก และเมื่อตะปูตำลงไปก็อาจทำให้เกิดแผลแทงลึก ซึ่งเป็นลักษณะบาดแผลที่ควรได้รับการประเมิน
ดังนั้น หากถูกตะปูตำ สิ่งที่ควรสนใจคือ
- แผลลึกแค่ไหน
- มีดินหรือสิ่งสกปรกปนเปื้อนหรือไม่
- มีสิ่งแปลกปลอมค้างอยู่ในแผลหรือเปล่า
- เคยได้รับวัคซีนบาดทะยักครบหรือไม่
- วัคซีนเข็มล่าสุดได้รับเมื่อไหร่
แผลแบบไหนที่ควรระวังเรื่องบาดทะยัก?
บาดทะยักไม่ได้เกิดเฉพาะจากตะปูตำเท่านั้น เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผลหลายลักษณะ
แผลที่ควรได้รับการประเมินเป็นพิเศษ ได้แก่
- แผลแทงหรือแผลเจาะลึก เช่น ตะปูตำ หรือถูกของมีคมทิ่ม
- แผลที่เปื้อนดิน ฝุ่น มูลสัตว์ หรือสิ่งสกปรก
- แผลจากสัตว์กัดหรือคนกัด
- แผลที่มีเนื้อเยื่อเสียหายหรือตาย
- แผลไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวกที่รุนแรง
- แผลจากการถูกบดหรือกระแทกรุนแรง
- กระดูกหักที่มีแผลเปิด
- แผลที่ยังมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ภายใน
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใช้แค่ขนาดของแผลเป็นตัวตัดสิน เพราะแม้บาดแผลจะดูเล็ก ก็อาจต้องพิจารณาร่วมกับความสกปรกของแผลและประวัติการฉีดวัคซีนด้วย
อาการบาดทะยักเป็นอย่างไร?
หลังเชื้อเข้าสู่ร่างกาย อาการอาจไม่ได้เกิดขึ้นทันที
โดยทั่วไปอาการอาจเริ่มขึ้นประมาณ 3–21 วันหลังได้รับเชื้อ และหลายกรณีเริ่มมีอาการภายในประมาณ 14 วัน แต่ระยะเวลาสามารถแตกต่างกันได้
อาการที่อาจพบ ได้แก่
- กรามเกร็งหรืออ้าปากลำบาก
- คอแข็ง
- กลืนอาหารหรือน้ำลำบาก
- กล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้อง หลัง แขน หรือขาเกร็ง
- กล้ามเนื้อหดเกร็งและเจ็บ
- อาการเกร็งถูกกระตุ้นได้จากเสียง การสัมผัส หรือสิ่งกระตุ้นกะทันหัน
- ปวดศีรษะ
- มีไข้หรือเหงื่อออกมาก
- หัวใจเต้นเร็ว
- ความดันโลหิตเปลี่ยนแปลงผิดปกติ
ในรายที่มีอาการรุนแรง อาจเกิดอาการชักหรือมีปัญหาในการหายใจได้
หากหลังเกิดบาดแผลแล้วเริ่มมีอาการกรามแข็ง กล้ามเนื้อเกร็ง หรือกลืนลำบาก ควรได้รับการประเมินจากแพทย์ทันที
มีแผลแล้วต้องฉีดวัคซีนบาดทะยักทุกครั้งไหม?
ไม่จำเป็นว่าทุกบาดแผลจะต้องฉีดวัคซีนใหม่ทุกครั้ง
การพิจารณาจะดูอย่างน้อย 2 เรื่องร่วมกัน คือ
- ลักษณะของบาดแผล
- ประวัติการได้รับวัคซีนบาดทะยัก
ถ้าเป็นแผลสะอาดและขนาดเล็ก
หากเคยได้รับวัคซีนพื้นฐานครบแล้ว และเข็มล่าสุดผ่านมา 10 ปีขึ้นไป อาจได้รับการแนะนำให้ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น
ถ้าเป็นแผลสกปรก แผลลึก หรือแผลขนาดใหญ่
หากเคยได้รับวัคซีนพื้นฐานครบแล้ว และเข็มล่าสุดผ่านมา 5 ปีขึ้นไป อาจได้รับการแนะนำให้ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น
ถ้าจำไม่ได้ว่าเคยฉีดหรือไม่
หากไม่เคยได้รับวัคซีน ฉีดไม่ครบ หรือจำประวัติไม่ได้ ควรให้แพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ประเมินว่าจะต้องเริ่มหรือฉีดวัคซีนเพิ่มเติมอย่างไร
สำหรับผู้ที่มีแผลสกปรกหรือแผลขนาดใหญ่ และไม่มีภูมิคุ้มกันที่เพียงพอ แพทย์อาจพิจารณาให้ Tetanus Immune Globulin (TIG) ร่วมด้วย ซึ่งเป็นการให้ภูมิคุ้มกันแบบชั่วคราว
การตัดสินใจจึงไม่ควรใช้ความจำคร่าว ๆ ว่า “น่าจะเคยฉีดแล้ว” หากไม่แน่ใจ ควรบอกบุคลากรทางการแพทย์ตรง ๆ ว่าจำประวัติวัคซีนไม่ได้
ถ้ามีแผล ควรทำอะไรเป็นอันดับแรก?
หลังได้รับบาดเจ็บ การดูแลแผลให้สะอาดเป็นสิ่งสำคัญ
สิ่งที่สามารถทำได้เบื้องต้น ได้แก่
- ล้างมือก่อนสัมผัสบาดแผล
- ล้างแผลด้วยน้ำสะอาด
- นำสิ่งสกปรกที่มองเห็นออกอย่างเหมาะสม
- หลีกเลี่ยงการนำสารหรือสมุนไพรที่ไม่สะอาดมาใส่แผล
- สังเกตว่าแผลเริ่มบวม แดง ร้อน ปวดมากขึ้น หรือมีหนองหรือไม่
- ตรวจสอบประวัติการได้รับวัคซีนบาดทะยักของตัวเอง
หากแผลลึก มีสิ่งสกปรกปนเปื้อน ถูกสัตว์กัด หรือจำไม่ได้ว่าเคยฉีดวัคซีนบาดทะยักเมื่อไหร่ ควรให้บุคลากรทางการแพทย์ช่วยประเมิน
ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเองเพื่อหวังป้องกันบาดทะยัก เพราะยาปฏิชีวนะไม่สามารถใช้แทนการประเมินวัคซีน การให้ TIG หรือการดูแลบาดแผลอย่างเหมาะสมได้
ถ้าเป็นบาดทะยักแล้วรักษาอย่างไร?
หากเกิดโรคบาดทะยัก ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาล
แนวทางการรักษาอาจแตกต่างกันตามความรุนแรง โดยแพทย์อาจพิจารณา
- ให้ Tetanus Immune Globulin หรือ TIG
- ทำความสะอาดแผลและนำเนื้อเยื่อที่ตายหรือสิ่งแปลกปลอมออก
- ใช้ยาปฏิชีวนะตามความเหมาะสม
- ให้ยาเพื่อควบคุมอาการกล้ามเนื้อเกร็ง
- ดูแลระบบทางเดินหายใจ
- เฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน
- พิจารณาให้วัคซีนบาดทะยักเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในระยะยาว
ผู้ป่วยบางรายที่มีปัญหาด้านการหายใจอาจจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ
การฟื้นตัวอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและภาวะแทรกซ้อนของแต่ละคน
เคยเป็นบาดทะยักแล้ว ยังต้องฉีดวัคซีนอีกไหม?
การเคยเป็นโรคบาดทะยักไม่ได้หมายความว่าจะมีภูมิคุ้มกันเพียงพอสำหรับป้องกันการติดเชื้อในอนาคต
ดังนั้น แม้เคยเป็นโรคมาก่อน ก็ยังควรได้รับวัคซีนตามคำแนะนำของแพทย์
สำหรับผู้ใหญ่ วัคซีนบาดทะยักมักอยู่ในรูปวัคซีนรวม เช่น วัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก หรือวัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน
ผู้ที่ได้รับวัคซีนพื้นฐานครบแล้ว โดยทั่วไปจะมีการฉีดวัคซีนกระตุ้นเป็นระยะประมาณทุก 10 ปี
ส่วนผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีน ได้รับไม่ครบ หรือไม่มีประวัติชัดเจน ควรปรึกษาสถานพยาบาลเพื่อวางแผนการฉีดวัคซีนให้เหมาะสม
เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์?
หลังเกิดบาดแผล ควรให้บุคลากรทางการแพทย์ประเมินหากมีลักษณะดังต่อไปนี้
- ถูกตะปูหรือของมีคมแทงลึก
- แผลเปื้อนดิน ทราย มูลสัตว์ หรือน้ำลาย
- ถูกสัตว์หรือคนกัด
- แผลเกิดจากไฟไหม้ การบด หรือการกระแทกรุนแรง
- มีสิ่งแปลกปลอมติดอยู่ในแผล
- จำไม่ได้ว่าได้รับวัคซีนบาดทะยักครั้งล่าสุดเมื่อไหร่
- ไม่เคยได้รับวัคซีน หรือได้รับไม่ครบ
- มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
- แผลบวม แดง ปวดมากขึ้น หรือมีหนอง
และหากเกิดอาการต่อไปนี้ ควรไปโรงพยาบาลทันที
- กรามเกร็งหรืออ้าปากลำบาก
- คอหรือกล้ามเนื้อร่างกายเกร็ง
- กล้ามเนื้อกระตุกหรือหดเกร็งรุนแรง
- กลืนลำบากหรือสำลัก
- หายใจลำบาก
- มีอาการชัก
- มีไข้ร่วมกับอาการกล้ามเนื้อเกร็งหลังเกิดบาดแผล
ไม่จำเป็นต้องรอให้แผลมีหนองหรือดูอักเสบก่อน เพราะความรุนแรงของโรคบาดทะยักไม่ได้ประเมินจากลักษณะแผลภายนอกเพียงอย่างเดียว
สรุป
บาดทะยักไม่ได้เกิดจาก “สนิม” โดยตรง แต่เกิดจากเชื้อ Clostridium tetani ที่เข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผลและสร้างสารพิษที่ส่งผลต่อระบบประสาท
หลังเกิดบาดแผล ควรทำความสะอาดแผลและตรวจสอบประวัติวัคซีนของตัวเอง โดยเฉพาะหากเป็นแผลแทงลึก แผลสกปรก แผลสัตว์กัด หรือจำไม่ได้ว่าได้รับวัคซีนครั้งล่าสุดเมื่อไหร่
ส่วนการจะต้องฉีดวัคซีนเพิ่มหรือได้รับ TIG หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะของแผลและประวัติการได้รับวัคซีน จึงควรให้แพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์เป็นผู้ประเมิน
หากหลังเกิดแผลมีอาการกรามแข็ง กล้ามเนื้อเกร็ง กลืนลำบาก หรือหายใจผิดปกติ ควรไปโรงพยาบาลทันที
จัดทำโดย: ภญ. ปุณยนุช อังคะนาวิน
แหล่งอ้างอิง
- World Health Organization (WHO). Tetanus
- กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการประเมินประวัติการได้รับวัคซีนบาดทะยักและการดูแลกรณีมีบาดแผล
- กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. คำแนะนำการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคตลอดช่วงชีวิตสำหรับประชาชน ปี 2569
TH
EN
CN
JAP
AR