ฉีดวัคซีนฟรี

บาดทะยัก: ไม่ได้เกิดจากสนิมโดยตรง แล้วแผลแบบไหนควรระวัง?

29 จำนวนผู้เข้าชม |

21/09/2026


บาดทะยัก: ไม่ได้เกิดจากสนิมโดยตรง แล้วแผลแบบไหนควรระวัง?

“โดนตะปูตำ ต้องฉีดบาดทะยักไหม?”

เป็นคำถามที่หลายคนนึกถึงทันทีเมื่อเกิดแผลจากของมีคม โดยเฉพาะถ้าเป็นตะปูเก่าหรือโลหะที่มีสนิม

แต่จริง ๆ แล้ว สนิมไม่ได้เป็นตัวการที่ทำให้เกิดโรคบาดทะยักโดยตรง สิ่งที่ต้องระวังคือเชื้อแบคทีเรียที่อาจปนเปื้อนอยู่ในดิน ฝุ่น มูลสัตว์ หรือสิ่งสกปรก และสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผลได้

ดังนั้น สิ่งสำคัญหลังเกิดแผลจึงไม่ใช่แค่ดูว่าของที่บาดเรา “เป็นสนิมหรือไม่” แต่ต้องดูด้วยว่าแผลมีลักษณะอย่างไร สกปรกหรือไม่ และเราได้รับวัคซีนบาดทะยักครั้งล่าสุดเมื่อไหร่

บาดทะยักคือโรคอะไร?

บาดทะยัก หรือ Tetanus เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อ Clostridium tetani

เชื้อนี้สามารถสร้างสปอร์ที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมได้ เช่น

  • ดิน
  • ฝุ่น
  • มูลสัตว์

เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผล โดยเฉพาะบริเวณที่มีเนื้อเยื่อเสียหาย เชื้อสามารถสร้างสารพิษที่ไปรบกวนระบบประสาท ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการกล้ามเนื้อแข็งและเกร็ง

สิ่งที่ควรรู้อีกอย่างคือ โรคบาดทะยักไม่ติดต่อจากคนสู่คน การติดเชื้อเกิดจากเชื้อในสิ่งแวดล้อมเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผล

ทำไม “ตะปูขึ้นสนิม” ถึงมักถูกพูดถึงคู่กับบาดทะยัก?

ตัวสนิมเองไม่ได้ทำให้เกิดโรคบาดทะยัก

แต่ตะปูหรือโลหะเก่าที่อยู่ในบริเวณสกปรกอาจปนเปื้อนดินหรือสิ่งสกปรก และเมื่อตะปูตำลงไปก็อาจทำให้เกิดแผลแทงลึก ซึ่งเป็นลักษณะบาดแผลที่ควรได้รับการประเมิน

ดังนั้น หากถูกตะปูตำ สิ่งที่ควรสนใจคือ

  • แผลลึกแค่ไหน
  • มีดินหรือสิ่งสกปรกปนเปื้อนหรือไม่
  • มีสิ่งแปลกปลอมค้างอยู่ในแผลหรือเปล่า
  • เคยได้รับวัคซีนบาดทะยักครบหรือไม่
  • วัคซีนเข็มล่าสุดได้รับเมื่อไหร่

แผลแบบไหนที่ควรระวังเรื่องบาดทะยัก?

บาดทะยักไม่ได้เกิดเฉพาะจากตะปูตำเท่านั้น เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผลหลายลักษณะ

แผลที่ควรได้รับการประเมินเป็นพิเศษ ได้แก่

  • แผลแทงหรือแผลเจาะลึก เช่น ตะปูตำ หรือถูกของมีคมทิ่ม
  • แผลที่เปื้อนดิน ฝุ่น มูลสัตว์ หรือสิ่งสกปรก
  • แผลจากสัตว์กัดหรือคนกัด
  • แผลที่มีเนื้อเยื่อเสียหายหรือตาย
  • แผลไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวกที่รุนแรง
  • แผลจากการถูกบดหรือกระแทกรุนแรง
  • กระดูกหักที่มีแผลเปิด
  • แผลที่ยังมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ภายใน

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใช้แค่ขนาดของแผลเป็นตัวตัดสิน เพราะแม้บาดแผลจะดูเล็ก ก็อาจต้องพิจารณาร่วมกับความสกปรกของแผลและประวัติการฉีดวัคซีนด้วย

อาการบาดทะยักเป็นอย่างไร?

หลังเชื้อเข้าสู่ร่างกาย อาการอาจไม่ได้เกิดขึ้นทันที

โดยทั่วไปอาการอาจเริ่มขึ้นประมาณ 3–21 วันหลังได้รับเชื้อ และหลายกรณีเริ่มมีอาการภายในประมาณ 14 วัน แต่ระยะเวลาสามารถแตกต่างกันได้

อาการที่อาจพบ ได้แก่

  • กรามเกร็งหรืออ้าปากลำบาก
  • คอแข็ง
  • กลืนอาหารหรือน้ำลำบาก
  • กล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้อง หลัง แขน หรือขาเกร็ง
  • กล้ามเนื้อหดเกร็งและเจ็บ
  • อาการเกร็งถูกกระตุ้นได้จากเสียง การสัมผัส หรือสิ่งกระตุ้นกะทันหัน
  • ปวดศีรษะ
  • มีไข้หรือเหงื่อออกมาก
  • หัวใจเต้นเร็ว
  • ความดันโลหิตเปลี่ยนแปลงผิดปกติ

ในรายที่มีอาการรุนแรง อาจเกิดอาการชักหรือมีปัญหาในการหายใจได้

หากหลังเกิดบาดแผลแล้วเริ่มมีอาการกรามแข็ง กล้ามเนื้อเกร็ง หรือกลืนลำบาก ควรได้รับการประเมินจากแพทย์ทันที

มีแผลแล้วต้องฉีดวัคซีนบาดทะยักทุกครั้งไหม?

ไม่จำเป็นว่าทุกบาดแผลจะต้องฉีดวัคซีนใหม่ทุกครั้ง

การพิจารณาจะดูอย่างน้อย 2 เรื่องร่วมกัน คือ

  • ลักษณะของบาดแผล
  • ประวัติการได้รับวัคซีนบาดทะยัก

ถ้าเป็นแผลสะอาดและขนาดเล็ก
หากเคยได้รับวัคซีนพื้นฐานครบแล้ว และเข็มล่าสุดผ่านมา 10 ปีขึ้นไป อาจได้รับการแนะนำให้ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น

ถ้าเป็นแผลสกปรก แผลลึก หรือแผลขนาดใหญ่
หากเคยได้รับวัคซีนพื้นฐานครบแล้ว และเข็มล่าสุดผ่านมา 5 ปีขึ้นไป อาจได้รับการแนะนำให้ฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น

ถ้าจำไม่ได้ว่าเคยฉีดหรือไม่
หากไม่เคยได้รับวัคซีน ฉีดไม่ครบ หรือจำประวัติไม่ได้ ควรให้แพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ประเมินว่าจะต้องเริ่มหรือฉีดวัคซีนเพิ่มเติมอย่างไร

สำหรับผู้ที่มีแผลสกปรกหรือแผลขนาดใหญ่ และไม่มีภูมิคุ้มกันที่เพียงพอ แพทย์อาจพิจารณาให้ Tetanus Immune Globulin (TIG) ร่วมด้วย ซึ่งเป็นการให้ภูมิคุ้มกันแบบชั่วคราว

การตัดสินใจจึงไม่ควรใช้ความจำคร่าว ๆ ว่า “น่าจะเคยฉีดแล้ว” หากไม่แน่ใจ ควรบอกบุคลากรทางการแพทย์ตรง ๆ ว่าจำประวัติวัคซีนไม่ได้

ถ้ามีแผล ควรทำอะไรเป็นอันดับแรก?

หลังได้รับบาดเจ็บ การดูแลแผลให้สะอาดเป็นสิ่งสำคัญ

สิ่งที่สามารถทำได้เบื้องต้น ได้แก่

  • ล้างมือก่อนสัมผัสบาดแผล
  • ล้างแผลด้วยน้ำสะอาด
  • นำสิ่งสกปรกที่มองเห็นออกอย่างเหมาะสม
  • หลีกเลี่ยงการนำสารหรือสมุนไพรที่ไม่สะอาดมาใส่แผล
  • สังเกตว่าแผลเริ่มบวม แดง ร้อน ปวดมากขึ้น หรือมีหนองหรือไม่
  • ตรวจสอบประวัติการได้รับวัคซีนบาดทะยักของตัวเอง

หากแผลลึก มีสิ่งสกปรกปนเปื้อน ถูกสัตว์กัด หรือจำไม่ได้ว่าเคยฉีดวัคซีนบาดทะยักเมื่อไหร่ ควรให้บุคลากรทางการแพทย์ช่วยประเมิน

ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเองเพื่อหวังป้องกันบาดทะยัก เพราะยาปฏิชีวนะไม่สามารถใช้แทนการประเมินวัคซีน การให้ TIG หรือการดูแลบาดแผลอย่างเหมาะสมได้

ถ้าเป็นบาดทะยักแล้วรักษาอย่างไร?

หากเกิดโรคบาดทะยัก ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาล

แนวทางการรักษาอาจแตกต่างกันตามความรุนแรง โดยแพทย์อาจพิจารณา

  • ให้ Tetanus Immune Globulin หรือ TIG
  • ทำความสะอาดแผลและนำเนื้อเยื่อที่ตายหรือสิ่งแปลกปลอมออก
  • ใช้ยาปฏิชีวนะตามความเหมาะสม
  • ให้ยาเพื่อควบคุมอาการกล้ามเนื้อเกร็ง
  • ดูแลระบบทางเดินหายใจ
  • เฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน
  • พิจารณาให้วัคซีนบาดทะยักเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในระยะยาว

ผู้ป่วยบางรายที่มีปัญหาด้านการหายใจอาจจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ

การฟื้นตัวอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคและภาวะแทรกซ้อนของแต่ละคน

เคยเป็นบาดทะยักแล้ว ยังต้องฉีดวัคซีนอีกไหม?

การเคยเป็นโรคบาดทะยักไม่ได้หมายความว่าจะมีภูมิคุ้มกันเพียงพอสำหรับป้องกันการติดเชื้อในอนาคต

ดังนั้น แม้เคยเป็นโรคมาก่อน ก็ยังควรได้รับวัคซีนตามคำแนะนำของแพทย์

สำหรับผู้ใหญ่ วัคซีนบาดทะยักมักอยู่ในรูปวัคซีนรวม เช่น วัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก หรือวัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน

ผู้ที่ได้รับวัคซีนพื้นฐานครบแล้ว โดยทั่วไปจะมีการฉีดวัคซีนกระตุ้นเป็นระยะประมาณทุก 10 ปี

ส่วนผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีน ได้รับไม่ครบ หรือไม่มีประวัติชัดเจน ควรปรึกษาสถานพยาบาลเพื่อวางแผนการฉีดวัคซีนให้เหมาะสม

เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์?

หลังเกิดบาดแผล ควรให้บุคลากรทางการแพทย์ประเมินหากมีลักษณะดังต่อไปนี้

  • ถูกตะปูหรือของมีคมแทงลึก
  • แผลเปื้อนดิน ทราย มูลสัตว์ หรือน้ำลาย
  • ถูกสัตว์หรือคนกัด
  • แผลเกิดจากไฟไหม้ การบด หรือการกระแทกรุนแรง
  • มีสิ่งแปลกปลอมติดอยู่ในแผล
  • จำไม่ได้ว่าได้รับวัคซีนบาดทะยักครั้งล่าสุดเมื่อไหร่
  • ไม่เคยได้รับวัคซีน หรือได้รับไม่ครบ
  • มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  • แผลบวม แดง ปวดมากขึ้น หรือมีหนอง

และหากเกิดอาการต่อไปนี้ ควรไปโรงพยาบาลทันที

  • กรามเกร็งหรืออ้าปากลำบาก
  • คอหรือกล้ามเนื้อร่างกายเกร็ง
  • กล้ามเนื้อกระตุกหรือหดเกร็งรุนแรง
  • กลืนลำบากหรือสำลัก
  • หายใจลำบาก
  • มีอาการชัก
  • มีไข้ร่วมกับอาการกล้ามเนื้อเกร็งหลังเกิดบาดแผล

ไม่จำเป็นต้องรอให้แผลมีหนองหรือดูอักเสบก่อน เพราะความรุนแรงของโรคบาดทะยักไม่ได้ประเมินจากลักษณะแผลภายนอกเพียงอย่างเดียว

สรุป

บาดทะยักไม่ได้เกิดจาก “สนิม” โดยตรง แต่เกิดจากเชื้อ Clostridium tetani ที่เข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผลและสร้างสารพิษที่ส่งผลต่อระบบประสาท

หลังเกิดบาดแผล ควรทำความสะอาดแผลและตรวจสอบประวัติวัคซีนของตัวเอง โดยเฉพาะหากเป็นแผลแทงลึก แผลสกปรก แผลสัตว์กัด หรือจำไม่ได้ว่าได้รับวัคซีนครั้งล่าสุดเมื่อไหร่

ส่วนการจะต้องฉีดวัคซีนเพิ่มหรือได้รับ TIG หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะของแผลและประวัติการได้รับวัคซีน จึงควรให้แพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์เป็นผู้ประเมิน

หากหลังเกิดแผลมีอาการกรามแข็ง กล้ามเนื้อเกร็ง กลืนลำบาก หรือหายใจผิดปกติ ควรไปโรงพยาบาลทันที

จัดทำโดย: ภญ. ปุณยนุช อังคะนาวิน

แหล่งอ้างอิง

  1. World Health Organization (WHO). Tetanus
  2. กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการประเมินประวัติการได้รับวัคซีนบาดทะยักและการดูแลกรณีมีบาดแผล
  3. กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. คำแนะนำการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคตลอดช่วงชีวิตสำหรับประชาชน ปี 2569

© 2026 Siammerx Co., Ltd