เหนื่อยง่ายเวลาเดินเร็ว ขึ้นบันไดแล้วต้องหยุดพัก หรือรู้สึกว่าทำกิจกรรมเดิม ๆ ได้ไม่เท่าเมื่อก่อน หลายคนอาจคิดว่าเป็นเพราะไม่ได้ออกกำลังกายหรือพักผ่อนน้อย
แต่หากอาการเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีหายใจไม่อิ่ม ใจสั่น หน้ามืด หรือขาบวมร่วมด้วย อาจมีสาเหตุจากหัวใจหรือปอดที่ควรได้รับการตรวจเพิ่มเติม หนึ่งในภาวะที่แพทย์อาจพิจารณาคือ “โรคความดันเลือดในปอดสูง” หรือ Pulmonary Hypertension (PH)
ชื่อของโรคอาจทำให้หลายคนนึกถึงโรคความดันโลหิตสูงทั่วไป แต่จริง ๆ แล้วเป็นคนละภาวะกันค่ะ
โรคความดันเลือดในปอดสูงคืออะไร ทำไมเหนื่อยง่าย และควรสังเกตอาการแบบไหน
โรคความดันเลือดในปอดสูงคืออะไร
โรคความดันเลือดในปอดสูง คือ ภาวะที่ความดันภายในหลอดเลือดที่นำเลือดจากหัวใจไปยังปอดสูงกว่าปกติ
ตามเกณฑ์ของ European Society of Cardiology (ESC) และ European Respiratory Society (ERS) ภาวะ Pulmonary Hypertension หมายถึงค่าความดันเฉลี่ยในหลอดเลือดแดงปอด หรือ Mean Pulmonary Arterial Pressure (mPAP) มากกว่า 20 มิลลิเมตรปรอทขณะพัก โดยการวัดที่ใช้ยืนยันภาวะนี้ทำผ่านการสวนหัวใจด้านขวา หรือ Right Heart Catheterization
ลองนึกภาพว่าหัวใจต้องสูบเลือดผ่านเส้นทางที่มีแรงต้านเพิ่มขึ้น หัวใจด้านขวาก็จำเป็นต้องออกแรงมากกว่าเดิมเพื่อส่งเลือดเข้าไปยังปอด
หากภาวะนี้ดำเนินต่อเนื่อง หัวใจด้านขวาอาจค่อย ๆ ทำงานหนักขึ้น อ่อนแรงลง และในผู้ป่วยที่โรครุนแรงอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจขวาล้มเหลวได้
อีกเรื่องที่ควรรู้คือ Pulmonary Hypertension (PH) กับ Pulmonary Arterial Hypertension (PAH) ไม่ใช่คำเดียวกัน
PH เป็นคำกว้าง ๆ สำหรับภาวะความดันในหลอดเลือดปอดสูงจากหลายสาเหตุ ส่วน PAH เป็นเพียงหนึ่งในกลุ่มของ PH ซึ่งเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของหลอดเลือดแดงขนาดเล็กภายในปอด
ทำไมโรคนี้ถึงทำให้เหนื่อยง่าย
ปอดมีหน้าที่รับออกซิเจนเข้าสู่เลือด ขณะที่หัวใจด้านขวาทำหน้าที่สูบเลือดไปยังปอด
เมื่อหลอดเลือดในปอดมีความต้านทานมากขึ้น หัวใจจึงต้องใช้แรงมากขึ้นในการส่งเลือดผ่านปอด ช่วงแรกผู้ป่วยบางรายอาจยังใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ และเริ่มสังเกตเห็นอาการเฉพาะตอนใช้แรง เช่น เดินเร็ว ขึ้นบันได หรือออกกำลังกาย
เมื่อโรคดำเนินมากขึ้น ความสามารถในการทำกิจกรรมอาจลดลง และบางรายอาจเริ่มรู้สึกเหนื่อยแม้ทำกิจกรรมที่ใช้แรงไม่มาก
อาการจึงไม่ได้เหมือนกันทุกคน และความรุนแรงยังขึ้นอยู่กับสาเหตุของโรค ภาวะสุขภาพเดิม และการทำงานของหัวใจและปอดของแต่ละคนด้วย
โรคความดันเลือดในปอดสูงเกิดจากอะไรได้บ้าง
โรคความดันเลือดในปอดสูงไม่ได้มีสาเหตุเพียงอย่างเดียว ในทางการแพทย์จะแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มหลัก เพื่อช่วยให้แพทย์เลือกแนวทางการดูแลได้เหมาะสม
1. ความผิดปกติของหลอดเลือดแดงในปอด
กลุ่มนี้เรียกว่า Pulmonary Arterial Hypertension หรือ PAH เกิดจากหลอดเลือดแดงขนาดเล็กในปอดมีความผิดปกติ ทำให้เลือดไหลผ่านได้ยากขึ้น
ภาวะนี้อาจเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย เช่น
- บางรายไม่สามารถระบุสาเหตุได้ชัดเจน
- ความผิดปกติทางพันธุกรรมบางชนิด
- โรคเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน เช่น systemic sclerosis
- โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดบางชนิด
- โรคตับที่ทำให้ความดันในหลอดเลือดดำพอร์ทัลสูง
- การติดเชื้อ HIV
- ยาหรือสารบางชนิด
2. โรคที่เกิดจากหัวใจด้านซ้าย
หากหัวใจด้านซ้ายทำงานผิดปกติ ความดันอาจส่งย้อนกลับมายังระบบหลอดเลือดของปอดได้
ภาวะที่เกี่ยวข้อง เช่น
- ภาวะหัวใจล้มเหลว
- การทำงานผิดปกติของหัวใจห้องล่างซ้าย
- โรคลิ้นหัวใจ
- ความผิดปกติของการคลายตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ
3. โรคปอดหรือภาวะออกซิเจนต่ำ
โรคปอดเรื้อรังบางชนิดสามารถส่งผลต่อหลอดเลือดภายในปอด และทำให้ความดันในระบบหลอดเลือดปอดเพิ่มขึ้นได้
ตัวอย่างเช่น
- โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หรือ COPD
- โรคปอดชนิดมีพังผืด หรือ Interstitial Lung Disease
- โรคปอดเรื้อรังชนิดอื่น
- ภาวะที่ทำให้ระดับออกซิเจนในเลือดต่ำเป็นเวลานาน
4. ลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดปอดเรื้อรัง
ผู้ป่วยบางรายอาจมีลิ่มเลือดและเนื้อเยื่อพังผืดหลงเหลืออยู่ภายในหลอดเลือดปอด ทำให้เลือดไหลผ่านได้ไม่สะดวก ภาวะนี้เรียกว่า Chronic Thromboembolic Pulmonary Hypertension หรือ CTEPH
ผู้ที่เคยมีลิ่มเลือดอุดตันในปอดและยังคงเหนื่อยผิดปกติหลังได้รับการรักษา ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินเพิ่มเติม
5. เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน
บางภาวะไม่สามารถอธิบายได้จากกลไกเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกี่ยวข้องกับโรคทางระบบ โรคเลือด หรือความผิดปกติทางเมตาบอลิซึมบางประเภท
การหาสาเหตุจึงมีความสำคัญมาก เพราะผู้ป่วยแต่ละกลุ่มอาจต้องได้รับการรักษาที่แตกต่างกัน
อาการแบบไหนที่ควรสังเกต
หนึ่งในเหตุผลที่โรคความดันเลือดในปอดสูงวินิจฉัยได้ไม่ง่าย คือ อาการหลายอย่างคล้ายกับโรคหัวใจและโรคปอดชนิดอื่น
อาการที่อาจพบ ได้แก่
- เหนื่อยง่ายหรือหายใจไม่อิ่ม โดยเฉพาะเวลาออกแรง
- รู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีแรง
- เวียนศีรษะหรือหน้ามืด
- เป็นลมหรือเกือบหมดสติ โดยเฉพาะขณะออกแรง
- เจ็บหรือแน่นหน้าอก
- ใจสั่น
- ขา ข้อเท้า หรือเท้าบวม
- ท้องบวมจากการสะสมของน้ำ
- ทำกิจกรรมหรือออกกำลังกายได้น้อยลงกว่าที่เคย
ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการไอ เสียงแหบ หรือไอมีเลือดปนร่วมด้วย แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะมีอาการเหล่านี้
ที่สำคัญ อาการเพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้ยืนยันว่าเป็นโรคความดันเลือดในปอดสูงได้ หากมีอาการต่อเนื่องควรให้แพทย์ตรวจหาสาเหตุ
อาการแบบไหนควรรีบไปโรงพยาบาล
อาการบางอย่างอาจเกี่ยวข้องกับภาวะที่ต้องได้รับการประเมินอย่างเร่งด่วน ไม่ว่าจะเกิดจากโรคความดันเลือดในปอดสูงหรือโรคอื่น
ควรรีบไปโรงพยาบาลทันทีหากมีอาการ เช่น
- หายใจลำบากอย่างรุนแรงหรือเกิดขึ้นกะทันหัน
- เจ็บหรือแน่นหน้าอกรุนแรงร่วมกับหายใจไม่ออก
- หมดสติหรือเกือบหมดสติ
- ริมฝีปากหรือปลายมือปลายเท้าเขียวคล้ำร่วมกับหายใจลำบาก
- ใจสั่นรุนแรงร่วมกับเจ็บหน้าอก หน้ามืด หรือหอบเหนื่อย
- ไอเป็นเลือดจำนวนมาก หรือมีอาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว
อาการเหล่านี้สามารถพบได้ในภาวะฉุกเฉินอื่น เช่น ลิ่มเลือดอุดตันในปอดหรือโรคหัวใจเฉียบพลัน จึงไม่ควรรอดูอาการด้วยตนเอง
ใครบ้างที่ควรใส่ใจกับอาการเหนื่อยผิดปกติเป็นพิเศษ
ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่มีโรคเหล่านี้ทุกคนจะเกิดความดันเลือดในปอดสูง แต่หากมีอาการเหนื่อยหรือหายใจไม่อิ่มเพิ่มขึ้น ควรปรึกษาแพทย์ โดยเฉพาะผู้ที่
- มีโรคหัวใจหรือภาวะหัวใจล้มเหลว
- มีโรคลิ้นหัวใจ
- มีโรคปอดเรื้อรัง
- มีโรคเนื้อเยื่อเกี่ยวพันบางชนิด
- มีโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดบางประเภท
- เคยมีภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอด
- มีภาวะหรือโรคที่ทำให้ระดับออกซิเจนในเลือดต่ำเป็นเวลานาน
สิ่งสำคัญคือควรดู “การเปลี่ยนแปลงจากปกติของตัวเอง” เช่น จากที่เคยเดินได้ตามปกติกลับเริ่มเหนื่อยง่ายขึ้น หรือทำกิจกรรมเดิมได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง
แพทย์ตรวจหาโรคความดันเลือดในปอดสูงอย่างไร
เนื่องจากอาการไม่ได้จำเพาะกับโรคนี้ แพทย์มักต้องใช้ข้อมูลหลายด้านร่วมกัน ไม่สามารถวินิจฉัยจากอาการเหนื่อยเพียงอย่างเดียวได้
แพทย์อาจเริ่มจากการซักประวัติ ตรวจร่างกาย ประเมินโรคประจำตัว และเลือกตรวจเพิ่มเติมตามความเหมาะสม เช่น
- การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง หรือ Echocardiogram: ช่วยดูโครงสร้างและการทำงานของหัวใจ รวมถึงประเมินว่ามีลักษณะที่สงสัยภาวะความดันในปอดสูงหรือไม่
- การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือ ECG: ใช้ประเมินการทำงานทางไฟฟ้าของหัวใจ และอาจช่วยให้เห็นความผิดปกติที่เกิดจากหัวใจทำงานหนัก
- การตรวจภาพปอด: เช่น เอกซเรย์ หรือการตรวจภาพชนิดอื่นตามข้อบ่งชี้ เพื่อประเมินหัวใจ หลอดเลือดปอด และค้นหาโรคปอดที่อาจเกี่ยวข้อง
- การตรวจสมรรถภาพปอด: ช่วยประเมินการทำงานของปอดและค้นหาว่ามีโรคปอดเป็นสาเหตุหรือไม่
- การตรวจเลือด: อาจใช้ตรวจหาภาวะหรือโรคอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมถึงประเมินการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ
สำหรับผู้ป่วยบางราย แพทย์อาจตรวจเพิ่มเติมเพื่อค้นหาลิ่มเลือดอุดตันเรื้อรังในปอด
ส่วนการตรวจที่ใช้ยืนยันและจำแนก Pulmonary Hypertension คือ การสวนหัวใจด้านขวา หรือ Right Heart Catheterization ซึ่งสามารถวัดความดันภายในหัวใจและหลอดเลือดปอดได้โดยตรง การตรวจนี้จะพิจารณาตามข้อบ่งชี้และทำโดยทีมแพทย์ที่มีประสบการณ์
การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุ ไม่ได้ใช้วิธีเดียวกับทุกคน
โรคความดันเลือดในปอดสูงมีหลายกลุ่ม ดังนั้นการเห็นคำว่า “PH” ในผลตรวจไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยทุกคนจะได้รับยาหรือการรักษาเหมือนกัน
แพทย์จะพิจารณาจากสาเหตุ ชนิดของโรค ความรุนแรง การทำงานของหัวใจ โรคประจำตัว และผลการตรวจของแต่ละคน
แนวทางอาจประกอบด้วย
- รักษาสาเหตุที่เกี่ยวข้อง: หากความดันในปอดสูงมีสาเหตุจากโรคหัวใจ โรคปอด หรือภาวะอื่น การดูแลโรคต้นเหตุเป็นส่วนสำคัญของการรักษา
- ยาที่ออกฤทธิ์ต่อหลอดเลือดปอด: ผู้ป่วย Pulmonary Arterial Hypertension บางรายอาจได้รับยาที่ช่วยออกฤทธิ์ต่อหลอดเลือดภายในปอด การเลือกชนิดยาและการใช้ยาร่วมกันต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทาง (ยาสำหรับ PAH ไม่ได้เหมาะกับ Pulmonary Hypertension ทุกประเภท จึงไม่ควรซื้อหรือใช้ยาเอง)
- ยาขับปัสสาวะ: อาจใช้ในผู้ป่วยบางรายที่มีภาวะน้ำคั่ง ขาบวม หรือมีอาการจากการทำงานผิดปกติของหัวใจด้านขวา
- การให้ออกซิเจน: ผู้ที่มีระดับออกซิเจนในเลือดต่ำอาจจำเป็นต้องได้รับออกซิเจนตามข้อบ่งชี้ของแพทย์
- การรักษาลิ่มเลือดอุดตันเรื้อรังในปอด: ผู้ป่วย CTEPH บางรายอาจได้รับการผ่าตัด การรักษาด้วยสายสวน หรือยาตามความเหมาะสม จึงควรได้รับการประเมินโดยทีมที่มีประสบการณ์กับโรคกลุ่มนี้
ในผู้ป่วยบางรายที่โรครุนแรงและการรักษาอื่นไม่เพียงพอ แพทย์อาจพิจารณาการรักษาขั้นสูงหรือการปลูกถ่ายปอดตามความเหมาะสม
ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อได้รับการวินิจฉัย
นอกจากการรักษาตามสาเหตุแล้ว การติดตามอาการของตัวเองและปฏิบัติตามแผนการรักษาก็มีความสำคัญ
สิ่งที่ควรใส่ใจ ได้แก่
- รับประทานยาตามแพทย์สั่ง และไม่หยุด เพิ่ม หรือลดยาด้วยตนเอง
- สังเกตว่าอาการเหนื่อยเพิ่มขึ้นหรือไม่
- สังเกตขาบวม เท้าบวม หรือท้องบวม
- สังเกตหากน้ำหนักเพิ่มผิดปกติหรือทำกิจกรรมได้น้อยลง
- จำกัดเกลือหรือโซเดียมตามคำแนะนำของแพทย์ โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะน้ำคั่ง
- หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่
- ออกกำลังกายในระดับที่เหมาะสม หากแพทย์ประเมินว่าสามารถทำได้
- ไม่ฝืนออกแรงหากเริ่มมีแน่นหน้าอก หน้ามืด หรือหอบมาก
- แจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยา อาหารเสริม หรือสมุนไพรเพิ่มเติม
ผู้ที่มีโรครุนแรงและต้องเดินทางโดยเครื่องบิน ไปพื้นที่สูง หรือทำกิจกรรมที่อาจทำให้ได้รับออกซิเจนน้อยลง ควรปรึกษาแพทย์ล่วงหน้า
สำหรับผู้หญิงที่มี PAH หรือ Pulmonary Hypertension บางชนิด การตั้งครรภ์อาจมีความเสี่ยงต่อทั้งมารดาและทารก หากกำลังวางแผนตั้งครรภ์ควรปรึกษาทีมแพทย์ที่ดูแลเพื่อประเมินความเสี่ยงเป็นรายบุคคล
เมื่อไหร่ควรพบแพทย์
ควรเข้ารับการประเมินหากเริ่มมีอาการที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หรืออาการค่อย ๆ เพิ่มขึ้น เช่น
- เหนื่อยง่ายหรือหายใจไม่อิ่มโดยไม่ทราบสาเหตุ
- ทำกิจกรรมหรือออกกำลังกายได้น้อยลงเรื่อย ๆ
- หน้ามืดหรือเป็นลมขณะออกแรง
- เจ็บหน้าอกหรือใจสั่นเป็นประจำ
- ขาหรือเท้าบวมโดยไม่ทราบสาเหตุ
- เคยมีลิ่มเลือดอุดตันในปอดและยังมีอาการเหนื่อยผิดปกติ
- มีโรคหัวใจหรือโรคปอดอยู่เดิมและรู้สึกหอบเหนื่อยมากขึ้น
ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยโรคแล้วควรติดตามการรักษาตามนัด แม้ช่วงนั้นอาการจะคงที่ เพราะแพทย์อาจจำเป็นต้องติดตามการทำงานของหัวใจและปอด รวมถึงปรับแผนการรักษาให้เหมาะกับการเปลี่ยนแปลงของโรค
สรุป
โรคความดันเลือดในปอดสูง หรือ Pulmonary Hypertension ไม่ใช่โรคความดันโลหิตสูงทั่วไป แต่เป็นภาวะที่ความดันภายในระบบหลอดเลือดปอดสูงขึ้น ทำให้หัวใจด้านขวาต้องทำงานหนักกว่าปกติ
โรคนี้เกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งความผิดปกติของหลอดเลือดปอด โรคหัวใจ โรคปอด และลิ่มเลือดอุดตันเรื้อรัง จึงไม่มีวิธีรักษาแบบเดียวที่เหมาะกับทุกคน
อาการอย่างเหนื่อยง่าย หายใจไม่อิ่ม ใจสั่น หน้ามืด เจ็บหน้าอก หรือขาบวม สามารถพบได้ในโรคนี้ แต่ก็พบได้ในโรคอื่นเช่นกัน จึงไม่ควรวินิจฉัยจากอาการด้วยตนเอง
หากอาการเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือทำกิจกรรมได้น้อยลงกว่าปกติ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุ ส่วนผู้ที่มีอาการหายใจลำบากรุนแรง เจ็บหน้าอกรุนแรง หรือหมดสติ ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที
จัดทำโดย: ภญ. ปุณยนุช อังคะนาวิน
แหล่งอ้างอิง
- European Society of Cardiology (ESC) / European Respiratory Society (ERS). 2022 ESC/ERS Guidelines for the diagnosis and treatment of pulmonary hypertension. ESC/ERS Pulmonary Hypertension Guidelines
- National Heart, Lung, and Blood Institute (NHLBI). Pulmonary Hypertension. NHLBI – Pulmonary Hypertension
- National Health Service (NHS). Pulmonary hypertension. NHS – Pulmonary Hypertension
TH
EN
CN
JAP
AR