ฉีดวัคซีนฟรี

โรคความดันเลือดในปอดสูง อาการ สาเหตุ และการรักษา

3 จำนวนผู้เข้าชม |

28/09/2026


โรคความดันเลือดในปอดสูง อาการ สาเหตุ และการรักษา

เหนื่อยง่ายเวลาเดินเร็ว ขึ้นบันไดแล้วต้องหยุดพัก หรือรู้สึกว่าทำกิจกรรมเดิม ๆ ได้ไม่เท่าเมื่อก่อน หลายคนอาจคิดว่าเป็นเพราะไม่ได้ออกกำลังกายหรือพักผ่อนน้อย

แต่หากอาการเหล่านี้เกิดขึ้นบ่อยขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีหายใจไม่อิ่ม ใจสั่น หน้ามืด หรือขาบวมร่วมด้วย อาจมีสาเหตุจากหัวใจหรือปอดที่ควรได้รับการตรวจเพิ่มเติม หนึ่งในภาวะที่แพทย์อาจพิจารณาคือ “โรคความดันเลือดในปอดสูง” หรือ Pulmonary Hypertension (PH)

ชื่อของโรคอาจทำให้หลายคนนึกถึงโรคความดันโลหิตสูงทั่วไป แต่จริง ๆ แล้วเป็นคนละภาวะกันค่ะ

โรคความดันเลือดในปอดสูงคืออะไร ทำไมเหนื่อยง่าย และควรสังเกตอาการแบบไหน

โรคความดันเลือดในปอดสูงคืออะไร

โรคความดันเลือดในปอดสูง คือ ภาวะที่ความดันภายในหลอดเลือดที่นำเลือดจากหัวใจไปยังปอดสูงกว่าปกติ

ตามเกณฑ์ของ European Society of Cardiology (ESC) และ European Respiratory Society (ERS) ภาวะ Pulmonary Hypertension หมายถึงค่าความดันเฉลี่ยในหลอดเลือดแดงปอด หรือ Mean Pulmonary Arterial Pressure (mPAP) มากกว่า 20 มิลลิเมตรปรอทขณะพัก โดยการวัดที่ใช้ยืนยันภาวะนี้ทำผ่านการสวนหัวใจด้านขวา หรือ Right Heart Catheterization

ลองนึกภาพว่าหัวใจต้องสูบเลือดผ่านเส้นทางที่มีแรงต้านเพิ่มขึ้น หัวใจด้านขวาก็จำเป็นต้องออกแรงมากกว่าเดิมเพื่อส่งเลือดเข้าไปยังปอด

หากภาวะนี้ดำเนินต่อเนื่อง หัวใจด้านขวาอาจค่อย ๆ ทำงานหนักขึ้น อ่อนแรงลง และในผู้ป่วยที่โรครุนแรงอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจขวาล้มเหลวได้

อีกเรื่องที่ควรรู้คือ Pulmonary Hypertension (PH) กับ Pulmonary Arterial Hypertension (PAH) ไม่ใช่คำเดียวกัน

PH เป็นคำกว้าง ๆ สำหรับภาวะความดันในหลอดเลือดปอดสูงจากหลายสาเหตุ ส่วน PAH เป็นเพียงหนึ่งในกลุ่มของ PH ซึ่งเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของหลอดเลือดแดงขนาดเล็กภายในปอด

ทำไมโรคนี้ถึงทำให้เหนื่อยง่าย

ปอดมีหน้าที่รับออกซิเจนเข้าสู่เลือด ขณะที่หัวใจด้านขวาทำหน้าที่สูบเลือดไปยังปอด

เมื่อหลอดเลือดในปอดมีความต้านทานมากขึ้น หัวใจจึงต้องใช้แรงมากขึ้นในการส่งเลือดผ่านปอด ช่วงแรกผู้ป่วยบางรายอาจยังใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ และเริ่มสังเกตเห็นอาการเฉพาะตอนใช้แรง เช่น เดินเร็ว ขึ้นบันได หรือออกกำลังกาย

เมื่อโรคดำเนินมากขึ้น ความสามารถในการทำกิจกรรมอาจลดลง และบางรายอาจเริ่มรู้สึกเหนื่อยแม้ทำกิจกรรมที่ใช้แรงไม่มาก

อาการจึงไม่ได้เหมือนกันทุกคน และความรุนแรงยังขึ้นอยู่กับสาเหตุของโรค ภาวะสุขภาพเดิม และการทำงานของหัวใจและปอดของแต่ละคนด้วย

โรคความดันเลือดในปอดสูงเกิดจากอะไรได้บ้าง

โรคความดันเลือดในปอดสูงไม่ได้มีสาเหตุเพียงอย่างเดียว ในทางการแพทย์จะแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มหลัก เพื่อช่วยให้แพทย์เลือกแนวทางการดูแลได้เหมาะสม

1. ความผิดปกติของหลอดเลือดแดงในปอด

กลุ่มนี้เรียกว่า Pulmonary Arterial Hypertension หรือ PAH เกิดจากหลอดเลือดแดงขนาดเล็กในปอดมีความผิดปกติ ทำให้เลือดไหลผ่านได้ยากขึ้น

ภาวะนี้อาจเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย เช่น

  • บางรายไม่สามารถระบุสาเหตุได้ชัดเจน
  • ความผิดปกติทางพันธุกรรมบางชนิด
  • โรคเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน เช่น systemic sclerosis
  • โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดบางชนิด
  • โรคตับที่ทำให้ความดันในหลอดเลือดดำพอร์ทัลสูง
  • การติดเชื้อ HIV
  • ยาหรือสารบางชนิด

2. โรคที่เกิดจากหัวใจด้านซ้าย

หากหัวใจด้านซ้ายทำงานผิดปกติ ความดันอาจส่งย้อนกลับมายังระบบหลอดเลือดของปอดได้

ภาวะที่เกี่ยวข้อง เช่น

  • ภาวะหัวใจล้มเหลว
  • การทำงานผิดปกติของหัวใจห้องล่างซ้าย
  • โรคลิ้นหัวใจ
  • ความผิดปกติของการคลายตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ

3. โรคปอดหรือภาวะออกซิเจนต่ำ

โรคปอดเรื้อรังบางชนิดสามารถส่งผลต่อหลอดเลือดภายในปอด และทำให้ความดันในระบบหลอดเลือดปอดเพิ่มขึ้นได้

ตัวอย่างเช่น

  • โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หรือ COPD
  • โรคปอดชนิดมีพังผืด หรือ Interstitial Lung Disease
  • โรคปอดเรื้อรังชนิดอื่น
  • ภาวะที่ทำให้ระดับออกซิเจนในเลือดต่ำเป็นเวลานาน

4. ลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดปอดเรื้อรัง

ผู้ป่วยบางรายอาจมีลิ่มเลือดและเนื้อเยื่อพังผืดหลงเหลืออยู่ภายในหลอดเลือดปอด ทำให้เลือดไหลผ่านได้ไม่สะดวก ภาวะนี้เรียกว่า Chronic Thromboembolic Pulmonary Hypertension หรือ CTEPH

ผู้ที่เคยมีลิ่มเลือดอุดตันในปอดและยังคงเหนื่อยผิดปกติหลังได้รับการรักษา ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินเพิ่มเติม

5. เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน

บางภาวะไม่สามารถอธิบายได้จากกลไกเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกี่ยวข้องกับโรคทางระบบ โรคเลือด หรือความผิดปกติทางเมตาบอลิซึมบางประเภท

การหาสาเหตุจึงมีความสำคัญมาก เพราะผู้ป่วยแต่ละกลุ่มอาจต้องได้รับการรักษาที่แตกต่างกัน

อาการแบบไหนที่ควรสังเกต

หนึ่งในเหตุผลที่โรคความดันเลือดในปอดสูงวินิจฉัยได้ไม่ง่าย คือ อาการหลายอย่างคล้ายกับโรคหัวใจและโรคปอดชนิดอื่น

อาการที่อาจพบ ได้แก่

  • เหนื่อยง่ายหรือหายใจไม่อิ่ม โดยเฉพาะเวลาออกแรง
  • รู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีแรง
  • เวียนศีรษะหรือหน้ามืด
  • เป็นลมหรือเกือบหมดสติ โดยเฉพาะขณะออกแรง
  • เจ็บหรือแน่นหน้าอก
  • ใจสั่น
  • ขา ข้อเท้า หรือเท้าบวม
  • ท้องบวมจากการสะสมของน้ำ
  • ทำกิจกรรมหรือออกกำลังกายได้น้อยลงกว่าที่เคย

ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการไอ เสียงแหบ หรือไอมีเลือดปนร่วมด้วย แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะมีอาการเหล่านี้

ที่สำคัญ อาการเพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้ยืนยันว่าเป็นโรคความดันเลือดในปอดสูงได้ หากมีอาการต่อเนื่องควรให้แพทย์ตรวจหาสาเหตุ

อาการแบบไหนควรรีบไปโรงพยาบาล

อาการบางอย่างอาจเกี่ยวข้องกับภาวะที่ต้องได้รับการประเมินอย่างเร่งด่วน ไม่ว่าจะเกิดจากโรคความดันเลือดในปอดสูงหรือโรคอื่น

ควรรีบไปโรงพยาบาลทันทีหากมีอาการ เช่น

  • หายใจลำบากอย่างรุนแรงหรือเกิดขึ้นกะทันหัน
  • เจ็บหรือแน่นหน้าอกรุนแรงร่วมกับหายใจไม่ออก
  • หมดสติหรือเกือบหมดสติ
  • ริมฝีปากหรือปลายมือปลายเท้าเขียวคล้ำร่วมกับหายใจลำบาก
  • ใจสั่นรุนแรงร่วมกับเจ็บหน้าอก หน้ามืด หรือหอบเหนื่อย
  • ไอเป็นเลือดจำนวนมาก หรือมีอาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว

อาการเหล่านี้สามารถพบได้ในภาวะฉุกเฉินอื่น เช่น ลิ่มเลือดอุดตันในปอดหรือโรคหัวใจเฉียบพลัน จึงไม่ควรรอดูอาการด้วยตนเอง

ใครบ้างที่ควรใส่ใจกับอาการเหนื่อยผิดปกติเป็นพิเศษ

ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่มีโรคเหล่านี้ทุกคนจะเกิดความดันเลือดในปอดสูง แต่หากมีอาการเหนื่อยหรือหายใจไม่อิ่มเพิ่มขึ้น ควรปรึกษาแพทย์ โดยเฉพาะผู้ที่

  • มีโรคหัวใจหรือภาวะหัวใจล้มเหลว
  • มีโรคลิ้นหัวใจ
  • มีโรคปอดเรื้อรัง
  • มีโรคเนื้อเยื่อเกี่ยวพันบางชนิด
  • มีโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดบางประเภท
  • เคยมีภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอด
  • มีภาวะหรือโรคที่ทำให้ระดับออกซิเจนในเลือดต่ำเป็นเวลานาน

สิ่งสำคัญคือควรดู “การเปลี่ยนแปลงจากปกติของตัวเอง” เช่น จากที่เคยเดินได้ตามปกติกลับเริ่มเหนื่อยง่ายขึ้น หรือทำกิจกรรมเดิมได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง

แพทย์ตรวจหาโรคความดันเลือดในปอดสูงอย่างไร

เนื่องจากอาการไม่ได้จำเพาะกับโรคนี้ แพทย์มักต้องใช้ข้อมูลหลายด้านร่วมกัน ไม่สามารถวินิจฉัยจากอาการเหนื่อยเพียงอย่างเดียวได้

แพทย์อาจเริ่มจากการซักประวัติ ตรวจร่างกาย ประเมินโรคประจำตัว และเลือกตรวจเพิ่มเติมตามความเหมาะสม เช่น

  • การตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง หรือ Echocardiogram: ช่วยดูโครงสร้างและการทำงานของหัวใจ รวมถึงประเมินว่ามีลักษณะที่สงสัยภาวะความดันในปอดสูงหรือไม่
  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือ ECG: ใช้ประเมินการทำงานทางไฟฟ้าของหัวใจ และอาจช่วยให้เห็นความผิดปกติที่เกิดจากหัวใจทำงานหนัก
  • การตรวจภาพปอด: เช่น เอกซเรย์ หรือการตรวจภาพชนิดอื่นตามข้อบ่งชี้ เพื่อประเมินหัวใจ หลอดเลือดปอด และค้นหาโรคปอดที่อาจเกี่ยวข้อง
  • การตรวจสมรรถภาพปอด: ช่วยประเมินการทำงานของปอดและค้นหาว่ามีโรคปอดเป็นสาเหตุหรือไม่
  • การตรวจเลือด: อาจใช้ตรวจหาภาวะหรือโรคอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมถึงประเมินการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ

สำหรับผู้ป่วยบางราย แพทย์อาจตรวจเพิ่มเติมเพื่อค้นหาลิ่มเลือดอุดตันเรื้อรังในปอด

ส่วนการตรวจที่ใช้ยืนยันและจำแนก Pulmonary Hypertension คือ การสวนหัวใจด้านขวา หรือ Right Heart Catheterization ซึ่งสามารถวัดความดันภายในหัวใจและหลอดเลือดปอดได้โดยตรง การตรวจนี้จะพิจารณาตามข้อบ่งชี้และทำโดยทีมแพทย์ที่มีประสบการณ์

การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุ ไม่ได้ใช้วิธีเดียวกับทุกคน

โรคความดันเลือดในปอดสูงมีหลายกลุ่ม ดังนั้นการเห็นคำว่า “PH” ในผลตรวจไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยทุกคนจะได้รับยาหรือการรักษาเหมือนกัน

แพทย์จะพิจารณาจากสาเหตุ ชนิดของโรค ความรุนแรง การทำงานของหัวใจ โรคประจำตัว และผลการตรวจของแต่ละคน

แนวทางอาจประกอบด้วย

  • รักษาสาเหตุที่เกี่ยวข้อง: หากความดันในปอดสูงมีสาเหตุจากโรคหัวใจ โรคปอด หรือภาวะอื่น การดูแลโรคต้นเหตุเป็นส่วนสำคัญของการรักษา
  • ยาที่ออกฤทธิ์ต่อหลอดเลือดปอด: ผู้ป่วย Pulmonary Arterial Hypertension บางรายอาจได้รับยาที่ช่วยออกฤทธิ์ต่อหลอดเลือดภายในปอด การเลือกชนิดยาและการใช้ยาร่วมกันต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทาง (ยาสำหรับ PAH ไม่ได้เหมาะกับ Pulmonary Hypertension ทุกประเภท จึงไม่ควรซื้อหรือใช้ยาเอง)
  • ยาขับปัสสาวะ: อาจใช้ในผู้ป่วยบางรายที่มีภาวะน้ำคั่ง ขาบวม หรือมีอาการจากการทำงานผิดปกติของหัวใจด้านขวา
  • การให้ออกซิเจน: ผู้ที่มีระดับออกซิเจนในเลือดต่ำอาจจำเป็นต้องได้รับออกซิเจนตามข้อบ่งชี้ของแพทย์
  • การรักษาลิ่มเลือดอุดตันเรื้อรังในปอด: ผู้ป่วย CTEPH บางรายอาจได้รับการผ่าตัด การรักษาด้วยสายสวน หรือยาตามความเหมาะสม จึงควรได้รับการประเมินโดยทีมที่มีประสบการณ์กับโรคกลุ่มนี้

ในผู้ป่วยบางรายที่โรครุนแรงและการรักษาอื่นไม่เพียงพอ แพทย์อาจพิจารณาการรักษาขั้นสูงหรือการปลูกถ่ายปอดตามความเหมาะสม

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อได้รับการวินิจฉัย

นอกจากการรักษาตามสาเหตุแล้ว การติดตามอาการของตัวเองและปฏิบัติตามแผนการรักษาก็มีความสำคัญ

สิ่งที่ควรใส่ใจ ได้แก่

  • รับประทานยาตามแพทย์สั่ง และไม่หยุด เพิ่ม หรือลดยาด้วยตนเอง
  • สังเกตว่าอาการเหนื่อยเพิ่มขึ้นหรือไม่
  • สังเกตขาบวม เท้าบวม หรือท้องบวม
  • สังเกตหากน้ำหนักเพิ่มผิดปกติหรือทำกิจกรรมได้น้อยลง
  • จำกัดเกลือหรือโซเดียมตามคำแนะนำของแพทย์ โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะน้ำคั่ง
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่
  • ออกกำลังกายในระดับที่เหมาะสม หากแพทย์ประเมินว่าสามารถทำได้
  • ไม่ฝืนออกแรงหากเริ่มมีแน่นหน้าอก หน้ามืด หรือหอบมาก
  • แจ้งแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยา อาหารเสริม หรือสมุนไพรเพิ่มเติม

ผู้ที่มีโรครุนแรงและต้องเดินทางโดยเครื่องบิน ไปพื้นที่สูง หรือทำกิจกรรมที่อาจทำให้ได้รับออกซิเจนน้อยลง ควรปรึกษาแพทย์ล่วงหน้า

สำหรับผู้หญิงที่มี PAH หรือ Pulmonary Hypertension บางชนิด การตั้งครรภ์อาจมีความเสี่ยงต่อทั้งมารดาและทารก หากกำลังวางแผนตั้งครรภ์ควรปรึกษาทีมแพทย์ที่ดูแลเพื่อประเมินความเสี่ยงเป็นรายบุคคล

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์

ควรเข้ารับการประเมินหากเริ่มมีอาการที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หรืออาการค่อย ๆ เพิ่มขึ้น เช่น

  • เหนื่อยง่ายหรือหายใจไม่อิ่มโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • ทำกิจกรรมหรือออกกำลังกายได้น้อยลงเรื่อย ๆ
  • หน้ามืดหรือเป็นลมขณะออกแรง
  • เจ็บหน้าอกหรือใจสั่นเป็นประจำ
  • ขาหรือเท้าบวมโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • เคยมีลิ่มเลือดอุดตันในปอดและยังมีอาการเหนื่อยผิดปกติ
  • มีโรคหัวใจหรือโรคปอดอยู่เดิมและรู้สึกหอบเหนื่อยมากขึ้น

ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยโรคแล้วควรติดตามการรักษาตามนัด แม้ช่วงนั้นอาการจะคงที่ เพราะแพทย์อาจจำเป็นต้องติดตามการทำงานของหัวใจและปอด รวมถึงปรับแผนการรักษาให้เหมาะกับการเปลี่ยนแปลงของโรค

สรุป

โรคความดันเลือดในปอดสูง หรือ Pulmonary Hypertension ไม่ใช่โรคความดันโลหิตสูงทั่วไป แต่เป็นภาวะที่ความดันภายในระบบหลอดเลือดปอดสูงขึ้น ทำให้หัวใจด้านขวาต้องทำงานหนักกว่าปกติ

โรคนี้เกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งความผิดปกติของหลอดเลือดปอด โรคหัวใจ โรคปอด และลิ่มเลือดอุดตันเรื้อรัง จึงไม่มีวิธีรักษาแบบเดียวที่เหมาะกับทุกคน

อาการอย่างเหนื่อยง่าย หายใจไม่อิ่ม ใจสั่น หน้ามืด เจ็บหน้าอก หรือขาบวม สามารถพบได้ในโรคนี้ แต่ก็พบได้ในโรคอื่นเช่นกัน จึงไม่ควรวินิจฉัยจากอาการด้วยตนเอง

หากอาการเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือทำกิจกรรมได้น้อยลงกว่าปกติ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุ ส่วนผู้ที่มีอาการหายใจลำบากรุนแรง เจ็บหน้าอกรุนแรง หรือหมดสติ ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที

จัดทำโดย: ภญ. ปุณยนุช อังคะนาวิน

แหล่งอ้างอิง

  1. European Society of Cardiology (ESC) / European Respiratory Society (ERS). 2022 ESC/ERS Guidelines for the diagnosis and treatment of pulmonary hypertension. ESC/ERS Pulmonary Hypertension Guidelines
  2. National Heart, Lung, and Blood Institute (NHLBI). Pulmonary Hypertension. NHLBI – Pulmonary Hypertension
  3. National Health Service (NHS). Pulmonary hypertension. NHS – Pulmonary Hypertension

© 2026 Siammerx Co., Ltd