ฉีดวัคซีนฟรี

ปวดหลัง

267 จำนวนผู้เข้าชม |

08/12/2023


ปวดหลัง (Back pain)

คืออาการปวดอย่างต่อเนื่องหรือชั่วคราว ที่บริเวณแผ่นหลังโดยมากแล้วอาการปวดหลังเกิดจากเอ็นหรือกล้ามเนื้อหลังบาดเจ็บเนื่องจากยกของไม่ถูกท่าหรือกล้ามเนื้อหลังส่วนล่างอ่อนแอหรือล้า สาเหตุอื่น ๆ เช่น วางท่าร่างกาย (ขณะนั่ง ยืน เดิน วิ่ง นอน) ไม่ถูกต้อง ยืนนาน ออกแรงมาก (เช่น ยกของหนัก อ้วน) เครียด มีภาวะอักเสบที่เอ็นกล้ามเนื้อ หรือข้อต่อกระดูกสันหลัง อาการปวดหลังแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ อาการปวดหลังเฉียบพลัน โดยมีอาการนานไม่เกิน 6 สัปดาห์ และอาการปวดหลังเรื้อรัง ซึ่งปวดนานกว่า 6 สัปดาห์ อาการปวดหลังที่ไม่ได้เกิดจากกล้ามเนื้อหรือเอ็นหลังบาดเจ็บอาจเกิดจากโรคอื่น ๆ เช่น มะเร็ง หรือโรคของข้อต่อกระดูกสันหลัง

คำแนะนำผู้ป่วย

·      ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้กระดูกสันหลังและกล้ามเนื้อหลังแข็งแรง นอกจากนี้ยังช่วยให้หายปวดหลังได้เร็วขึ้น

·      นั่ง เดิน และขับรถโดยใช้ท่าทางที่ถูกต้อง

·      หลีกเลี่ยงการยกของโดยการก้มหลังให้นั่งยอง ๆ ลง หลังตั้งตรงแล้วค่อยยกของขึ้น

·      เมื่อต้องนั่งหรือยืนนาน ๆ ควรเปลี่ยนอิริยาบถ เพื่อไม่ให้ปวดหลัง

·      ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม

·      ท่านอนที่เหมาะสม คือ ท่านอนหงายและใช้หมอนรองใต้เข่าหรือนอนตะแคงและใช้ขาหนีบหมอน

·      หลีกเลี่ยงการใส่รองเท้าส้นสูง

·      งดสูบบุหรี่

การส่งต่อแพทย์

·      หากอาการไม่ดีขึ้นหลังจากพักผ่อนและดูแลตัวเองหลังจาก2-3 สัปดาห์ หรืออาการแย่ลงเมื่อระยะเวลาผ่านไป

·      อาการเจ็บป่วยขัดขวางการใช้ชีวิตประจำวัน

·      อาการเจ็บป่วยแย่ลงในเวลากลางคืน ขัดขวางการนอน

·      อาการปวดหลังเกิดขึ้นทันทีหลังจากล้ม ได้รับอุบัติเหตุร้ายแรง หรืออาการบาดเจ็บที่หลัง

·      กล้ามเนื้อบวมหรือผิดรูป

·      ปวดหลังและมีไข้พร้อมกัน

·      อาการปวดหลังทำให้เกิดอาการเกี่ยวกับระบบขับถ่ายหรือกระเพาะปัสสาวะซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

·      ปวดหลังมากขึ้นเมื่อจาม ไอ หรือขับถ่าย

·      ปวดลงขาข้างใดข้างหนึ่ง ปวดลงไปถึงระดับต่ำกว่าเข่า

·      รู้สึกอ่อนแรง เจ็บคล้ายมีเข็มทิ่ม หรือซาที่ขาข้างใดข้างหนึ่ง อวัยวะเพศ หรือกล้ามเนื้อสะโพกด้านหลัง

·      น้ำหนักลดโดยไม่มีสาเหตุ

·      ปวดหลังเป็นครั้งแรก ในกรณีคนไข้อายุมากกว่า 50 ปี

·      เจ็บหน้าอก หรือเจ็บบริเวณหลังส่วนต้น ระหว่างสะบักทั้งสองข้าง

·      มีประวัติป่วยด้วยโรคมะเร็ง โรคกระดูกพรุน มีประวัติการใช้สเตียรอยด์ ยาเสพติด หรือดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ

ทางเลือกในการรักษา

ยาแก้ปวดที่ไม่ใช่อนุพันธ์ของฝิ่นและยาลดไข้

·      ยาแก้ปวด เช่น paracetamol ออกฤทธิ์แก้ปวด โดยไม่ลดการอักเสบ ไม่ควรรับประทานพาราเซตามอลเกินวันละ 4,000 มิลลิกรัม

ยาแก้ปวดกลุ่มอนุพันธ์ของฝิ่น [Analgesics (Opioid)]

·      ยาแก้ปวดกลุ่มอนุพันธ์ของฝิ่น เช่น tramaol, morphine, fentanyl ยาแก้ปวดกลุ่มนี้ใช้สำหรับอาการปวดปานกลางถึงรุนแรง อาการข้างเคียงที่สำคัญของยากลุ่มนี้คือ กดการหายใจ จึงต้องใช้อย่างระมัดระวังในผู้ที่มีปัญหาทางเดินหายใจอุดกั้น เช่น ผู้ป่วยหืด ดังนั้นการใช้ยาในกลุ่มนี้ จึงควรได้รับการประเมินและติดตามอย่างใกล้ชิดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่เสตียรอยด์ (Nonsteroidal Anti-Inflammatory Drugs : NSA&Ds)

·      ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่เสตียรอยด์ (Nonsteroidal Anti-Inflammatory Drugs: NSA&Ds) เช่น aspirin, ibuprofen, indomethacin, ketoprofen, mefenamic acid, nabumetone, naproxen, piroxicam, sulindac, tenoxicam เป็นยาที่มีฤทธิ์แก้ปวด ลดไข้ ลดการอักเสบ โดยออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ cyclo-oxygenase ซึ่งเป็นเอนไซม์ในกระบวนการสังเคราะห์ prostaglandin ใช้ยาอย่างระมัดระวังในผู้ที่มีแผลในทางเดินอาหาร โรคหืด โรคหัวใจ โรคไต หรือผู้ที่มีภาวะขาดน้ำ

·      ยากลุ่ม salicylates เช่น aspirin นอกจากมีข้อควรระวังข้างต้นแล้ว ยังทำให้หูอื้อได้อีกด้วยเมื่อได้รับยาเกินขนาด ห้ามใช้ยาในผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 19 ปี ซึ่งป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ อีสุกอีใส หรือไข้เลือดออก เนื่องจากเสี่ยงต่อภาวะ Reye’s syndrome ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิต

·      ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ซึ่งจำเพาะต่อเอนไซม์ clyclo-oxygenase-2 เช่น meloxicam, celecoxib และ etoricoxib มีอาการข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหารน้อยกว่ายากลุ่มที่ไม่จำเพาะต่อเอนไซม์อย่างไม่จำเพาะ อย่างไรก็ตาม ยากลุ่มนี้ยังคงมีผลข้างเคียงต่อหัวใจและไตเหมือนเดิม

·      การรับประทาน paracetamol ร่วมกับยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ทำให้ช่วยบรรเทาปวดได้มากขึ้น และอาจช่วยลดการใช้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ลงได้

© 2026 Siammerx Co., Ltd