ขาโก่ง คืออะไร อันตรายไหม พร้อมวิธีรักษาและป้องกัน
ขาโก่ง คืออะไร มีกี่แบบ
ขาโก่ง คือ ความผิดปกติของโครงสร้างกระดูกเข่าและขา ที่ทำให้แนวการลงน้ำหนักของร่างกายเสียสมดุล ส่งผลให้เมื่อยืนเท้าชิดกันแต่หัวเข่ากลับไม่ชิดกัน หรือเกยกันจนผิดรูป ซึ่งลักษณะขาโก่งผิดรูปนี้ทางการแพทย์แบ่งออกเป็น 2 ประเภทตามลักษณะของแนวกระดูกที่ปรากฏ ดังนี้
ขาโก่งแบบ O
ขาโก่งแบบ O เป็นรูปแบบที่พบได้บ่อย โดยทางการแพทย์เรียกว่า Genu Varum มีลักษณะเด่นคือเมื่อยืนเท้าชิดกันแล้ว ข้อเข่าจะไม่สามารถชิดกันได้ ทำให้แนวขาดูโค้งออกคล้ายตัวอักษร O ขาโก่งชนิดนี้อาจสัมพันธ์กับขาโก่งกรรมพันธุ์ หรือการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างกระดูกตามอายุ ซึ่งส่งผลต่อ Lower Limb Alignment และการกระจายน้ำหนักที่ข้อเข่า หากปล่อยให้ขาโก่งแบบนี้อาจพัฒนาไปสู่ขาโก่งผิดรูป ที่ส่งผลต่อการเดินและข้อเข่าในระยะยาว
ขาโก่งแบบ X
สำหรับขาโก่งประเภทนี้มีชื่อเรียกทางการแพทย์ว่า Genu Valgum หรือที่คนไทยนิยมเรียกว่า "ขาฉิ่ง" มีลักษณะตรงข้ามกับแบบแรก กล่าวคือเมื่อพยายามยืนให้หัวเข่าทั้งสองข้างชิดกัน ข้อเท้าด้านล่างกลับแยกออกจากกันจนไม่สามารถนำมาชิดได้ รูปร่างของขาจึงดูหักเข้าหากันคล้ายกับตัวอักษร X ซึ่งผู้ที่มีลักษณะขาโก่งแบบนี้ แนวรับน้ำหนักของร่างกายจะถ่ายเทไปที่ข้อเข่าฝั่งด้านนอกมากกว่าปกติ ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดข้อเข่าเสื่อมในอนาคต และอาจเสียการทรงตัวได้ง่าย
ขาโก่ง สาเหตุเกิดจากอะไร
ขาโก่งเกิดจากสาเหตุใดได้บ้างนั้น ความจริงแล้วมีปัจจัยกระตุ้นหลายอย่าง ทั้งจากโครงสร้างร่างกายเดิม และพฤติกรรมการใช้ชีวิต โดยสามารถสรุปสาเหตุหลักของขาโก่งได้ดังนี้
- พันธุกรรมและความผิดปกติตั้งแต่กำเนิด ในบางรายอาจมีความผิดปกติของการเจริญเติบโตของกระดูกหน้าแข้งด้านใน หรือที่เรียกว่าโรคบลอนท์ (Blount Disease) ซึ่งมักพบในเด็ก และเป็นสาเหตุสำคัญของขาโก่งจากกรรมพันธุ์ที่ทำให้กระดูกโค้งงอผิดปกติตั้งแต่เนิ่น ๆ
- ความเสื่อมของข้อเข่าตามวัย โรคข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis) ถือเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดขาโก่งในผู้สูงอายุ เนื่องจากกระดูกอ่อนผิวข้อที่สึกหรอทำให้ช่องว่างระหว่างข้อแคบลง จนแนวกระดูกเปลี่ยนทิศทางและโก่งออกในที่สุด
- น้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ (Obesity)การมีน้ำหนักตัวมากทำให้ข้อเข่าต้องแบกรับแรงกดทับมาก โดยเฉพาะบริเวณข้อเข่าด้านใน ส่งผลให้โครงสร้างกระดูกและข้อต่อรับภาระหนัก จนค่อย ๆ ผิดรูปกลายเป็นขาโก่งได้
- การบาดเจ็บและอุบัติเหตุผู้ที่เคยประสบอุบัติเหตุรุนแรง เช่น กระดูกหัก (Fracture) บริเวณรอบข้อเข่า หรือมีการบาดเจ็บของเส้นเอ็น อาจส่งผลให้กระดูกสมานตัวผิดรูป หรือสูญเสียความมั่นคงของข้อเข่าจนนำไปสู่อาการขาโก่งในภายหลัง
- โรคทางเมตาบอลิกและภาวะขาดสารอาหารการขาดวิตามินดีและแคลเซียมอย่างรุนแรง อาจนำไปสู่โรคกระดูกอ่อน (Rickets) ในเด็ก หรือโรคกระดูกน่วม (Osteomalacia) ในผู้ใหญ่ ทำให้มวลกระดูกไม่แข็งแรง และเกิดการคดงอได้ง่ายเมื่อต้องรับน้ำหนัก
ขาโก่ง อาจทำให้เกิดอาการผิดปกติอย่างไรได้บ้าง
โรคขาโก่งไม่ได้ทำให้เสียความมั่นใจในบุคลิกภาพเพียงอย่างเดียว แต่ความผิดปกติของโครงสร้างนี้ยังอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบกระดูกและข้อทั่วร่างกาย ทำให้เกิดอาการเจ็บปวดตามจุดต่าง ๆ ได้ดังนี้
- ปวดเข่าด้านในเรื้อรัง เนื่องจากสรีระขาที่โก่งทำให้แนวกระดูกรับน้ำหนักไม่สมดุล แรงกดทับจะไปรวมอยู่ที่ผิวข้อเข่าด้านใน (Medial Compartment) มากเกินไป ส่งผลให้เกิดการอักเสบและสึกหรอได้ง่าย ผู้ที่มีปัญหานี้มักจะรู้สึกปวดเมื่อยเมื่อต้องยืนหรือเดินนาน ๆ หรือมักมีอาการวิ่งแล้วเจ็บเข่าได้ง่ายกว่าคนทั่วไป ถึงแม้จะออกกำลังกายเพียงเล็กน้อยก็ตาม
- ปวดสะโพกและหลังส่วนล่าง เมื่อฐานของร่างกายไม่สมดุล ร่างกายจะพยายามปรับท่าเดินเพื่อชดเชยความผิดปกติ ส่งผลให้กล้ามเนื้อหลังและสะโพกต้องเกร็งตัวทำงานหนักขึ้น จนเกิดอาการปวดเมื่อยลามไปถึงกระดูกสันหลัง และในบางรายที่มีการกดทับของเส้นประสาทร่วมด้วย อาจพบอาการปวดหลังร้าวลงขา ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าโครงสร้างร่างกายกำลังเสียสมดุลอย่างมาก
- ข้อเข่าหลวมและเสียการทรงตัว เส้นเอ็นที่ทำหน้าที่พยุงข้อเข่า (Ligament) ในคนที่มีอาการขาโก่งอาจเกิดการยืดตัวหรือหย่อนยาน ทำให้ข้อเข่าไม่มั่นคง รู้สึกเหมือนเข่าจะทรุดขณะก้าวเดิน และเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุข้อเท้าพลิกได้ง่าย
- ข้อเข่าเสื่อมก่อนวัยหากปล่อยให้ขาโก่งผิดรูปเป็นเวลานานโดยไม่ได้รับการแก้ไข กระดูกอ่อนผิวข้อจะถูกทำลายอย่างรวดเร็ว องศาความโก่งจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนเกิดหินปูนเกาะกระดูก และนำไปสู่ภาวะข้อเข่าเสื่อมรุนแรงในที่สุด
ขาโก่งสามารถรักษาได้ไหม
ขาโก่งรักษาได้ไหม? แนวทางการรักษาจะขึ้นอยู่กับอายุและระดับความรุนแรงของอาการ ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้ประเมินว่าขาโก่งในแต่ละรายควรได้รับการดูแลแบบใด โดยหลัก ๆ แล้วสามารถแบ่งแนวทางแก้ไขออกเป็น 3 วิธี ดังนี้
1. พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูก
ขั้นตอนแรกและเป็นมาตรฐานของวิธีรักษาอาการขาโก่งที่ถูกต้อง คือการเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินโครงสร้างกระดูกอย่างละเอียด โดยแพทย์จะทำการเอกซเรย์ (X-ray) เพื่อดูแนวกระดูก (Mechanical Axis) และวัดองศาความโค้งงอ เพื่อวางแผนการรักษาที่ตรงจุด หากมีอาการปวดร่วมด้วย แพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เพื่อลดอาการปวดบวมในระยะเฉียบพลัน ก่อนพิจารณาการรักษาในลำดับต่อไป
2. กายภาพบำบัด
สำหรับผู้ที่มีอาการไม่รุนแรงมาก หรือต้องการชะลอความเสื่อม การกายภาพถือเป็นตัวช่วยสำคัญ โดยนักกายภาพบำบัดจะใช้เครื่องมือทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู เช่น อัลตราซาวนด์ (Ultrasound) หรือเลเซอร์ (Laser) เพื่อลดการอักเสบของเนื้อเยื่อ ร่วมกับการสอนท่าบริหารเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อต้นขา (Quadriceps) และกล้ามเนื้อรอบเข่าให้สามารถพยุงข้อต่อ และรับน้ำหนักแทนกระดูกขาที่โก่งได้ดียิ่งขึ้น
3. การปรับพฤติกรรมและใช้อุปกรณ์เสริม
ในส่วนที่เป็นวิธีแก้ขาโก่งด้วยตัวเองเบื้องต้นเพื่อไม่ให้อาการแย่ลง คือการควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อลดแรงกดทับที่ข้อเข่าด้านใน รวมถึงการเลือกใช้แผ่นรองในรองเท้า (Lateral Wedge Insoles) ที่ออกแบบมาเพื่อปรับสมดุลการลงน้ำหนัก และที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ทำร้ายเข่า เช่น การนั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ หรือการนั่งยอง ๆ เพราะจะยิ่งกระตุ้นให้ขาโก่งผิดรูปมากขึ้น
ขาโก่งป้องกันได้ไหม
ขาโก่งแก้ยังไง อาจเป็นคำถามปลายเหตุที่หลายคนกังวล แต่ในความเป็นจริงแล้วเราสามารถลดความเสี่ยงและชะลอความรุนแรงของอาการได้ ซึ่งกลุ่มคนที่ควรให้ความสำคัญกับการป้องกันขาโก่งเป็นพิเศษ ได้แก่
- เด็กเล็กและวัยกำลังเจริญเติบโตเป็นช่วงวัยที่กระดูกกำลังพัฒนา หากได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ โดยเฉพาะแคลเซียมและวิตามินดี อาจนำไปสู่โรคกระดูกอ่อน (Rickets) ทำให้กระดูกไม่แข็งแรงและโค้งงอจนขาโก่งผิดรูปได้ ดังนั้นผู้ปกครองควรดูแลโภชนาการให้ครบถ้วนและพาเด็กไปรับแสงแดดอ่อน ๆ เพื่อกระตุ้นการสร้างวิตามินดีตามธรรมชาติ
- ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์น้ำหนักตัวที่มากเกินไปเปรียบเสมือนศัตรูตัวฉกาจของข้อเข่า เพราะจะทำให้เกิดแรงกดทับสะสมบริเวณผิวข้อด้านใน ส่งผลให้กระดูกอ่อนสึกหรอเร็วขึ้นและโครงสร้างเข่าเปลี่ยนรูปจนกลายเป็นขาโก่งในที่สุด การควบคุมน้ำหนักจึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด
- ผู้สูงอายุและผู้ที่มีความเสี่ยงข้อเข่าเสื่อม เส้นเอ็นที่ทำหน้าที่พยุงข้อเข่า (Ligament) ในคนที่มีอาการขาโก่งอาจเกิดการยืดตัวหรือหย่อนยาน ทำให้ข้อเข่าไม่มั่นคง รู้สึกเหมือนเข่าจะทรุดขณะก้าวเดิน และเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุข้อเท้าพลิกได้ง่าย
- ข้อเข่าเสื่อมก่อนวัยเมื่ออายุมากขึ้น ความเสื่อมถอยของร่างกายเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ แต่เราสามารถชะลอไม่ให้เกิดอาการขาโก่งได้ด้วยการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมทำร้ายข้อเข่า เช่น การนั่งยอง ๆ นั่งพับเพียบ หรือนั่งขัดสมาธิเป็นเวลานาน ซึ่งจะไปเร่งให้ข้อเข่าเสื่อมสภาพและโก่งตัวเร็วขึ้น
สรุป
ขาโก่งไม่ใช่เพียงปัญหาด้านบุคลิกภาพ แต่เป็นความผิดปกติของแนวกระดูกและข้อเข่าที่อาจส่งผลต่อการเดิน การทรงตัว และเพิ่มความเสี่ยงต่อข้อเข่าเสื่อมได้ หากมีอาการปวดเข่า เดินผิดปกติ หรือสังเกตว่าขาเริ่มโก่ง ควรพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินและวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่เนิ่น ๆ
จัดทำโดย: ผช นพ ภราดร ว่องวิกย์การ
อ้างอิง:Praram 9 Hospital